
เจาะลึกประวัติ Wang Chuanfu คือใคร
- Blackcat
- 9 views

Wang Chuanfu คือใคร เขาคือวิศวกรโลหะและนักประดิษฐ์ชาวจีน ผู้พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BYD Company

Wang Chuanfu คือนักเคมีชาวจีนผู้ก่อตั้ง BYD ที่เริ่มต้นจากการทำโรงงานแบตเตอรี่มือถือในปี 1995 ก่อนจะใช้ความอัจฉริยะด้านวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) ข้ามสายมาลุยอุตสาหกรรมยานยนต์ จนผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปัจจุบัน
เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 1966 ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมในอำเภออู๋เหวย มณฑลอานฮุย ประเทศจีน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง เขาต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อบิดาซึ่งเป็นช่างไม้เสียชีวิตลงขณะที่เขาอายุเพียง 13 ปี และมารดามาด่วนจากไปอีกคนในอีก 2 ปีต่อมา
ทว่าด้วยการเสียสละของพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ยอมขายสินสอด เพื่อส่งเสียให้เขาเรียนต่อ ทำให้เขาสามารถมุ่งมั่น กับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี
ด้านเคมีเชิงฟิสิกส์ของโลหะจาก Central South University ในปี 1987 และคว้าปริญญาโทด้านวัสดุศาสตร์จาก Beijing General Research Institute for Nonferrous Metals ในปี 1990 (24 พฤษภาคม 2026) [1]
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 1995 เมื่อเขาเล็งเห็นโอกาสทอง ในตลาดยุคดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคโทรศัพท์มือถือพกพา เขามองว่าแบตเตอรี่ชนิดชาร์จซ้ำได้ (Rechargeable Battery) ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นมีราคาสูงเกินไป และเชื่อมั่นว่าความรู้ทางวิศวกรรมของตน สามารถผลิตได้ในราคาที่ต่ำกว่า
เขาจึงตัดสินใจทิ้งความมั่นคงในงานราชการ มุ่งหน้าสู่เมืองเซินเจิ้นเพื่อยืมเงินจำนวน 250,000 หยวน จาก Lu Xiangyang ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง เพื่อก่อตั้งบริษัท BYD (Build Your Dreams) เริ่มต้นธุรกิจด้วยพนักงานเพียง 20 คนในโรงงานเช่าขนาดเล็ก โดยเน้นการใช้แรงงานคนทดแทนเครื่องจักรราคาแพง
จนสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งชาวญี่ปุ่น ต่อมาในเดือนกันยายน 2008 บริษัท Berkshire Hathaway Inc ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ลงทุนประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านทาง MidAmerican Energy Holdings เพื่อซื้อหุ้น BYD จำนวน 9.89% ในราคา 8 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น เพราะมองเห็นศักยภาพของบริษัท

BYD ครองโลก EV ด้วยกลยุทธ์ “ควบคุมซัพพลายเชนเองทั้งหมด” (Vertical Integration) โดยเฉพาะการผลิตแบตเตอรี่ Blade Battery เองตั้งแต่ต้นน้ำ ผสานกับการวางหมากทำสงครามราคาที่เข้าถึงกลุ่มแมสได้อย่างรวดเร็ว
BYD Company เป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตข้ามชาติของจีน ก่อตั้งขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1995 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ตั้งชื่อตามถนน Yadi ในเขตใหม่ต้าเผิงเพราะเป็นที่ตั้งของบริษัทในอดีต ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 บริษัทเริ่มผลิตชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ
ในเดือนกรกฎาคม 2002 บริษัทก็กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ NiCd ชั้นนำของโลก ซึ่งก็แซงหน้า Sanyo และมีส่วนแบ่งการผลิตทั่วโลกมากถึง 65% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2002 BYD ได้ทำการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) หลังจากนั้น BYD ได้เข้าซื้อกิจการ Xi’an Qinchuan Automobile
ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ โดยรถยนต์รุ่นแรกของ BYD เป็นรถยนต์เบนซินแบบดั้งเดิม เช่น BYD F3 ซึ่งเริ่มผลิตในเดือนเมษายน 2005 (26 พฤษภาคม 2026) [2]
การเปลี่ยนมาทำรถยนต์ไฟฟ้า
วิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้ากว่าคนอื่น ร่วมสองทศวรรษคือเหตุผลหลัก ในปี 2003 BYD ควักเงินจำนวน 269 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อเข้าซื้อกิจการ Qinchuan Automobile บริษัทรถยนต์ของรัฐที่กำลังล้มละลาย ท่ามกลางเสียงคัดค้าน และคำขู่เทขายหุ้นจากเหล่านักลงทุน
ที่มองว่าเป็นแผนการที่ไร้สาระ ทว่าเขามองข้ามช็อตไปว่า แบตเตอรี่ที่เป็นแกนหลัก ของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของยานพาหนะในอนาคต การเข้าซื้อกิจการในวันนั้น
คือการซื้อ “ใบอนุญาตและโครงสร้าง” เพื่อนำมาหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีจัดเก็บพลังงานที่เขามีอยู่ และเมื่อ Warren Buffett เข้ามาร่วมลงทุนก็ทำให้ความเชื่อมั่นของแบรนด์พุ่งทะยานในทันที
ความได้เปรียบอันเด็ดขาด เกิดจากยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “Vertical Integration” (การบูรณาการแนวดิ่ง) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาผลักดันอย่างสุดตัว แตกต่างจากค่ายรถยนต์อื่น ที่เน้นการจ้างผลิตชิ้นส่วน (Outsourcing) แต่ BYD ภายใต้การนำของเขา เลือกที่จะผลิตส่วนประกอบเองเกือบ 100%
ตั้งแต่ชิปประมวลผล, มอเตอร์ไฟฟ้า, ไปจนถึงนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง “Blade Battery” (ลิเทียมไอออนฟอสเฟตที่ปลอดภัยสูงและหนาแน่นพลังงานดีเยี่ยม) ซึ่งการควบคุมห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดนี้ ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนส่วนต่างไปได้มหาศาล ทนทานต่อวิกฤตขาดแคลนชิ้นส่วนระดับโลก
และสามารถทำสงครามราคาได้อย่างดุดัน จนกระทั่งในไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ของ BYD สามารถแซงหน้า Tesla ได้เป็นครั้งแรกด้วยจำนวนกว่า 526,409 คัน (3 มกราคม 2024) [3]
Wang Chuanfu คือ ผู้พลิกโฉม BYD จากโรงงานแบตเตอรี่มือถือสู่ราชา EV โลก ด้วยวิสัยทัศน์ที่กล้าควบรวมกิจการรถยนต์ และใช้กลยุทธ์ควบคุมซัพพลายเชนเองเกือบ 100% จนสร้างยอดขายแซงหน้า Tesla ได้สำเร็จ
จากการประเมินและอัปเดตดัชนีมหาเศรษฐีล่าสุด มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ของเขาอยู่ที่ 22.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2026) ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนและความผันผวนของราคาหุ้น BYD ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น) ส่งผลให้เขาติดทำเนียบหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีน และเป็นมหาเศรษฐีจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว ที่มีความมั่นคงสูงสุดคนหนึ่งของโลก
บทเรียนล้ำค่าที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่สามารถถอดรหัสออกมาได้ มีอยู่ 3 มิติหลักด้วยกัน ดังนี้

