
ทำความรู้จักกับ Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร
- Blackcat
- 4 views

Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจและผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเจาะชั้นหินดินดาน (Fracking) รายใหญ่ของอเมริกา

Harold Hamm มหาเศรษฐีผู้บุกเบิก การเจาะน้ำมันชั้นหินดินดานชั้นนำของโลกในปี 2026 ด้วยทรัพย์สินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยเขาเปลี่ยนตัวเองจากคนงานหน้างาน สู่ฟันเฟืองสำคัญได้ด้านของพลังงาน
Harold Glenn Hamm เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เกิดวันที่ 11 ธันวาคม 1945 ที่รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 13 คน ของครอบครัวเกษตรกรผู้เช่าที่ดินทำกิน (ลูกชาวไร่ฝ้าย) เริ่มทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นพนักงานปั๊มน้ำมัน
และต่อมาทำงานล้างถังน้ำมันในโรงกลั่นตอนอายุ 16 ปี ก่อตั้งบริษัทน้ำมันของตัวเองในชื่อ Shelly Dean Oil Company ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Continental Resources บริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมันรายใหญ่ตอนอายุ 21 ปี บ่อน้ำมันแห่งแรกของเขา
ขุดเจาะสำเร็จในปี 1971 ผลิตน้ำมันได้ 20 บาร์เรลต่อชั่วโมง ส่วนบ่อที่สองได้ 75 บาร์เรลต่อชั่วโมง จนขยายเป็นแหล่งน้ำมันขนาด 6 ล้านบาร์เรล
ที่มา: Harold Hamm (14 พฤษภาคม 2026) [1]
หากจะอธิบายให้ชัดเจน Harold Hamm ทำธุรกิจเกี่ยวกับการ สำรวจ ขุดเจาะ และผลิตน้ำมันดิบรวมถึงก๊าซธรรมชาติบนบก โดยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Continental Resources ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1967 (เดิมใช้ชื่อว่า Shelly Dean Oil Co.)
ซึ่งตั้งชื่อตามลูกสาวสองคนของเขา โดยบริษัทนี้จะใช้เทคนิค การแตกหินด้วยแรงดันน้ำ (Hydraulic Fracturing) และ Directional Drilling ซึ่งเป็นการเจาะแบบกำหนดทิศทาง ต่อมาในปี 2007 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก่อนจะถูกซื้อกิจการโดยในเครือของ Harold Hamm ด้วยเงินสด 4.3 พันล้านดอลลาร์ (4 มกราคม 2026) [2]
ภายใต้การนำของตระกูลแฮมม์ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสูงกว่า 400,000 บาร์เรลต่อวัน (Boe/d) โดยครองพื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่ ในแหล่งพลังงานหลักของอเมริกาเหนือ ควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การสำรวจทางธรณีวิทยา การเจาะหลุม จนถึงการส่งมอบเข้าสู่ท่อลำเลียงหลัก

ความสำเร็จของ Continental Resources ไม่ได้เกิดจากความโชคดีในการค้นพบบ่อน้ำมัน แต่เกิดจากการกล้าเดิมพัน กับนวัตกรรมทางวิศวกรรม ที่ไม่มีใครกล้าทำในเวลานั้น
การเจาะน้ำมันแบบ Fracking และ Horizontal Drilling เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งของเขา นั่นก็เปรียบเหมือนการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไร้ค่า ให้กลายเป็นขุมทรัพย์มหาศาล ในอดีต การเจาะน้ำมันจะใช้การเจาะแนวดิ่ง (Vertical Drilling) ซึ่งหากเจาะไปเจอชั้นหินดินดานที่มีเนื้อแน่น น้ำมันจะไม่สามารถไหลออกมาได้ Hamm จึงนำสองเทคโนโลยีมาผสานกันดังนี้
กระบวนการนี้ เพิ่มอัตราการเข้าถึงน้ำมันดิบต่อหนึ่งแท่นขุดเจาะ ได้เพิ่มขึ้นทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อบาร์เรล (Breakeven Cost) ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 30-35 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล แม้ในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน
ในปี 2003 Harold Hamm ได้ทำการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีเจาะแนวนอน ร่วมกับแฟร็กกิ้ง เข้าไปใช้ในแหล่ง “Bakken Shale” ซึ่งเป็นชั้นหินดินดานขนาดมหึมา ที่ครอบคลุมพื้นที่รัฐนอร์ทดาโคตาและมอนแทนา ก่อนหน้านั้นหน่วยงาน สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ประเมินว่ามีน้ำมันที่สามารถขุดขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย
แต่หลุมเจาะ “Robert Hefner V No. 1” ของ Hamm ในปีนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถดึงน้ำมันขึ้นมาได้ในเชิงพาณิชย์ การค้นพบนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันเฉพาะ ในรัฐนอร์ทดาโคตาพุ่งทะยาน จากประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวันในยุคปี 2000
กลายเป็นมากกว่า 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในจุดสูงสุด ส่งผลให้สหรัฐอเมริกา กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย และทำให้มูลค่าหุ้นของ Continental Resources เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อปี 2007
ธุรกิจของ Harold Hamm การสำรวจ ขุดเจาะน้ำมัน ผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ผู้พลิกโฉมวงการพลังงานสหรัฐฯ สู่การเป็นผู้นำโลก ด้วยการผสานเทคโนโลยี เจาะแนวนอนและการแตกหินด้วยแรงดันน้ำ (Fracking) เพื่อปลดล็อกน้ำมันมหาศาลจากชั้นหินดินดานใต้ดิน อย่างมีประสิทธิภาพ
Harold Hamm ถือเป็นแกนนำผลักดันจนสหรัฐอเมริกา ยอมยกเลิกกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันดิบ ที่ใช้มานาน 40 ปี ได้สำเร็จในปี 2015 ส่งผลให้น้ำมันเชลออยล์ ของอเมริกาสามารถส่งออกไปทั่วโลก เพื่อคานอำนาจราคากับกลุ่ม OPEC และสร้างเสถียรภาพพลังงานโลก
ยังคงเป็นเนื่องจากการทุ่มเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นคืนเพื่อนำบริษัท ออกจากตลาดหลักทรัพย์ในปี 2022 เพื่อเลี่ยงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เขาสามารถเดินหน้าขยายการเจาะน้ำมันใน 4 แหล่งใหญ่ ของอเมริกาได้อย่างอิสระ และมีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จยิ่งกว่าเดิม

