ทำความรู้จักกับ Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร

Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร

Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับการสำรวจและผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเจาะชั้นหินดินดาน (Fracking) รายใหญ่ของอเมริกา

  • Harold Hamm คือใคร?
  • ธุรกิจของ Harold Hamm
  • เทคโนโลยีอะไรที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ?

Harold Hamm คือใคร?

Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร

Harold Hamm มหาเศรษฐีผู้บุกเบิก การเจาะน้ำมันชั้นหินดินดานชั้นนำของโลกในปี 2026 ด้วยทรัพย์สินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยเขาเปลี่ยนตัวเองจากคนงานหน้างาน สู่ฟันเฟืองสำคัญได้ด้านของพลังงาน

ความเป็นมาของ Harold Hamm

Harold Glenn Hamm เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เกิดวันที่ 11 ธันวาคม 1945 ที่รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 13 คน ของครอบครัวเกษตรกรผู้เช่าที่ดินทำกิน (ลูกชาวไร่ฝ้าย) เริ่มทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นพนักงานปั๊มน้ำมัน

และต่อมาทำงานล้างถังน้ำมันในโรงกลั่นตอนอายุ 16 ปี ก่อตั้งบริษัทน้ำมันของตัวเองในชื่อ Shelly Dean Oil Company ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Continental Resources บริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมันรายใหญ่ตอนอายุ 21 ปี บ่อน้ำมันแห่งแรกของเขา

ขุดเจาะสำเร็จในปี 1971 ผลิตน้ำมันได้ 20 บาร์เรลต่อชั่วโมง ส่วนบ่อที่สองได้ 75 บาร์เรลต่อชั่วโมง จนขยายเป็นแหล่งน้ำมันขนาด 6 ล้านบาร์เรล

  • บทบาททางการเมืองและสังคม ปี 2012 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านพลังงานให้แก่ มิตต์ รอมนีย์ (ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ปี 2016 ได้รับการทาบทามจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่เขาปฏิเสธไป บริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อตั้งศูนย์โรคเบาหวาน Harold Hamm Diabetes Center ที่มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา และบริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา เพื่อก่อตั้งวิทยาลัยธรณีวิทยาและการวิศวกรรมธรณีวิทยา
  • การจัดอันดับโดย Forbes ข้อมูลจากปี 2022 เขาติดอันดับมหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลกอันดับที่ 63 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2026 มูลค่าสุทธิแบบเรียลไทม์อยู่ที่ 20.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับที่ 134 ของโลก (สืบค้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026)

ที่มา: Harold Hamm (14 พฤษภาคม 2026) [1]

ธุรกิจของ Harold Hamm

หากจะอธิบายให้ชัดเจน Harold Hamm ทำธุรกิจเกี่ยวกับการ สำรวจ ขุดเจาะ และผลิตน้ำมันดิบรวมถึงก๊าซธรรมชาติบนบก โดยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท Continental Resources ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1967 (เดิมใช้ชื่อว่า Shelly Dean Oil Co.)

ซึ่งตั้งชื่อตามลูกสาวสองคนของเขา โดยบริษัทนี้จะใช้เทคนิค การแตกหินด้วยแรงดันน้ำ (Hydraulic Fracturing) และ Directional Drilling ซึ่งเป็นการเจาะแบบกำหนดทิศทาง ต่อมาในปี 2007 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก่อนจะถูกซื้อกิจการโดยในเครือของ Harold Hamm ด้วยเงินสด 4.3 พันล้านดอลลาร์ (4 มกราคม 2026) [2]

ภายใต้การนำของตระกูลแฮมม์ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสูงกว่า 400,000 บาร์เรลต่อวัน (Boe/d) โดยครองพื้นที่สัมปทานขนาดใหญ่ ในแหล่งพลังงานหลักของอเมริกาเหนือ ควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การสำรวจทางธรณีวิทยา การเจาะหลุม จนถึงการส่งมอบเข้าสู่ท่อลำเลียงหลัก

เทคโนโลยีอะไรที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ?

Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร

ความสำเร็จของ Continental Resources ไม่ได้เกิดจากความโชคดีในการค้นพบบ่อน้ำมัน แต่เกิดจากการกล้าเดิมพัน กับนวัตกรรมทางวิศวกรรม ที่ไม่มีใครกล้าทำในเวลานั้น

Fracking และ Horizontal Drilling

การเจาะน้ำมันแบบ Fracking และ Horizontal Drilling เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งของเขา นั่นก็เปรียบเหมือนการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไร้ค่า ให้กลายเป็นขุมทรัพย์มหาศาล ในอดีต การเจาะน้ำมันจะใช้การเจาะแนวดิ่ง (Vertical Drilling) ซึ่งหากเจาะไปเจอชั้นหินดินดานที่มีเนื้อแน่น น้ำมันจะไม่สามารถไหลออกมาได้ Hamm จึงนำสองเทคโนโลยีมาผสานกันดังนี้

  • Horizontal Drilling :การเจาะรูเป็นแนวนอน สำหรับการติดตั้งระบบสาธารณูปโภค, การเจาะพื้นผิวในชั้นถ่านหิน (SIS) เป็นต้น โดยการเจาะลึกลงไปใต้ดินหลายพันฟุต จากนั้นหักมุมหัวเจาะให้วิ่งไปในแนวราบตามแนววางตัวของชั้นหินดินดาน ซึ่งสามารถลากยาวออกไปได้ไกลกว่า 1 ถึง 3 ไมล์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia
  • Hydraulic Fracturing หรือ Fracking (การแตกตัวด้วยแรงดันน้ำ): เป็นเทคนิคการกระตุ้นบ่อที่ใช้กันมากที่สุด โดยจะเป็นการแตกของชั้นหินในหินแข็ง ด้วยของเหลวที่มีแรงดัน ด้วยการอัดของเหลวที่ประกอบด้วยน้ำ 99.5% ผสมทรายและสารเคมีเจือจาง ภายใต้แรงดันมหาศาล (สูงกว่า 10,000 PSI) เข้าไปในหลุมแนวราบ เพื่อทำให้ชั้นหินดินดาน เกิดรอยแตกขนาดเล็ก เปิดทางให้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ที่ติดอยู่ตามรูพรุนไหลมารวมกันที่ท่อส่ง ซึ่งการแตกหินด้วยแรงดันน้ำเริ่มต้นจากการทดลองในปี พ.ศ. 2490 ประสบความสำเร็จครั้งแรกในการใช้งานเชิงพาณิชย์ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 (6 พฤษภาคม 2026) [3]

กระบวนการนี้ เพิ่มอัตราการเข้าถึงน้ำมันดิบต่อหนึ่งแท่นขุดเจาะ ได้เพิ่มขึ้นทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อบาร์เรล (Breakeven Cost) ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 30-35 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล แม้ในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน

Bakken Shale สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างไร?

ในปี 2003 Harold Hamm ได้ทำการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีเจาะแนวนอน ร่วมกับแฟร็กกิ้ง เข้าไปใช้ในแหล่ง “Bakken Shale” ซึ่งเป็นชั้นหินดินดานขนาดมหึมา ที่ครอบคลุมพื้นที่รัฐนอร์ทดาโคตาและมอนแทนา ก่อนหน้านั้นหน่วยงาน สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ประเมินว่ามีน้ำมันที่สามารถขุดขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย

แต่หลุมเจาะ “Robert Hefner V No. 1” ของ Hamm ในปีนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาสามารถดึงน้ำมันขึ้นมาได้ในเชิงพาณิชย์ การค้นพบนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันเฉพาะ ในรัฐนอร์ทดาโคตาพุ่งทะยาน จากประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวันในยุคปี 2000

กลายเป็นมากกว่า 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในจุดสูงสุด ส่งผลให้สหรัฐอเมริกา กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย และทำให้มูลค่าหุ้นของ Continental Resources เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเมื่อปี 2007

บทสรุป Harold Hamm ทำธุรกิจอะไร

ธุรกิจของ Harold Hamm การสำรวจ ขุดเจาะน้ำมัน ผลิตน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ผู้พลิกโฉมวงการพลังงานสหรัฐฯ สู่การเป็นผู้นำโลก ด้วยการผสานเทคโนโลยี เจาะแนวนอนและการแตกหินด้วยแรงดันน้ำ (Fracking) เพื่อปลดล็อกน้ำมันมหาศาลจากชั้นหินดินดานใต้ดิน อย่างมีประสิทธิภาพ

Harold Hamm มีอิทธิพลต่อพลังงานโลกอย่างไร?

Harold Hamm ถือเป็นแกนนำผลักดันจนสหรัฐอเมริกา ยอมยกเลิกกฎหมายห้ามส่งออกน้ำมันดิบ ที่ใช้มานาน 40 ปี ได้สำเร็จในปี 2015 ส่งผลให้น้ำมันเชลออยล์ ของอเมริกาสามารถส่งออกไปทั่วโลก เพื่อคานอำนาจราคากับกลุ่ม OPEC และสร้างเสถียรภาพพลังงานโลก

ปัจจุบันยังคงเป็นผู้นำในตลาดน้ำมันดิบของอเมริกาหรือไม่?

ยังคงเป็นเนื่องจากการทุ่มเงิน 4.3 พันล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นคืนเพื่อนำบริษัท ออกจากตลาดหลักทรัพย์ในปี 2022 เพื่อเลี่ยงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เขาสามารถเดินหน้าขยายการเจาะน้ำมันใน 4 แหล่งใหญ่ ของอเมริกาได้อย่างอิสระ และมีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จยิ่งกว่าเดิม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง