
Cooling Break คืออะไร กติกาช่วยชีวิตนักกีฬาบอลโลก 2026
- Blackcat
- 11 views

Cooling Break คืออะไร Cooling Break คือ ช่วงเวลาพักเบรกสั้น ๆ ระหว่างการแข่งขันกีฬาเพื่อให้ผู้เล่นได้พักดื่มน้ำ และลดความร้อนในร่างกาย เมื่อต้องเจอสภาพอากาศที่ร้อนจัด

Cooling Break มีไว้เพื่อปกป้องความปลอดภัยของนักกีฬา โดยช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะฮีตสโตรก และอาการขาดน้ำรุนแรง เมื่อต้องแข่งขันในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เกินเกณฑ์มาตรฐาน
เหตุผลหลัก ๆ ที่ต้องมีการบังคับใช้กฎนี้ เนื่องจากสภาวะ Exertional Heat Illness (EHI) หรือ โรคที่เกิดจากความร้อนขณะออกกำลังกาย เมื่อนักฟุตบอลต้องวิ่งในระยะทางเฉลี่ย 10-13 กิโลเมตรต่อเกม อุณหภูมิแกนกลางในร่างกาย สามารถพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไปแตะที่ระดับ 36°C (97°F) ถึง 40°C (104°F) หากปล่อยให้ร่างกายต้องเผชิญกับอุณหภูมิระดับนี้ ติดต่อกันนานเกินไป ระบบประสาทส่วนกลางจะเริ่มทำงานผิดพลาด นำไปสู่สภาวะช็อก ลมแดด (Heat Stroke) หรือไตวายเฉียบพลันได้ กติกานี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยตัดวงจรอุณหภูมิที่สูงเกินขีดจำกัด ก่อนที่ร่างกายมนุษย์จะทนไม่ไหว อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Pmc
ตามกฎระเบียบสากล ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) สภาพอากาศที่บังคับให้ต้องใช้ Cooling Break คือ สภาพอากาศที่มีค่าดัชนีความร้อน WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) สูงเกิน 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป ทั้งนี้ค่า WBGT ไม่ใช่อุณหภูมิปกติทั่วไป ที่ดูจากพยากรณ์อากาศ
แต่เป็นค่าดัชนีเฉพาะทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่คำนวณร่วมกันจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ ความชื้น การเคลื่อนที่ของอากาศ อุณหภูมิ และการแผ่รังสีความร้อน (23 มิถุนายน 2026) [1]
กฎการพัก Cooling break
กฎการพัก Cooling break ครั้งแรกถูกนำมาใช้ในช่วงการแข่งขันของ ฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล โดยการพักนี้เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันของ เนเธอร์แลนด์ กับ เม็กซิโก ในตอนนั้น Pedro Polenca ผู้ตัดสินชาวโปรตุกีส ได้สั่งให้มีการหยุดพัก เนื่องจากอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส โดยในวันนั้นมีการสั่งให้หยุดพักนานถึงประมาณ 5 นาทีเลยทีเดียว (11 เมษายน 2024) [2]
อย่างไรก็ดี ในทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 2026 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ โดยระบุว่า จะไม่มีการนำเงื่อนไขด้านสภาพอากาศ หรืออุณหภูมิมาเป็นตัวตั้งอีกต่อไป
แต่จะใช้วิธี “บังคับให้พักในทุกแมตช์การแข่งขัน” แบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน และคุ้มครองสภาพร่างกายของนักกีฬาในระยะยาว ไม่ว่าเกมนั้นจะแข่งในสนามที่เปิดแอร์ หรือสนามแบบเปิดโล่งก็ตาม

Cooling Break จะจัดขึ้นในนาทีที่ 30 และ 75 ของเกม โดยให้ผู้เล่นพักดื่มน้ำประมาณ 3 นาทีภายในบริเวณซุ้มม้านั่งสำรอง (30 พฤศจิกายน 2022) [3] โดยไม่รวมเวลาดังกล่าวเข้าในเวลานับถอยหลังปกติ
ในการแข่งขันบอลโลกปี 2026 ในช่วงเวลา 3 นาทีของ Cooling Break นักกีฬาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย และปรับแผนการเล่นร่วมกับทีมได้ โดยมีข้อกำหนดหลัก ๆ ดังนี้
Cooling Break คือการหยุดพักสั้นๆ ระหว่างเกมเพื่อระบายความร้อน และรับฟังแท็กติก ซึ่งช่วยเซฟชีวิตนักกีฬาจากภาวะฮีตสโตรก แต่ก็ต้องแลกกับการทำลายโมเมนตัม และความต่อเนื่องของเกมกีฬา
ช่วงนาทีที่ 30 และ 75 ของการแข่งขันคือเวลาที่เอื้อที่สุด เนื่องจากเป็นจุดที่นักกีฬาสะสมความร้อนในร่างกายมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และมักเป็นจังหวะที่บอลตาย ทำให้ผู้ตัดสินสามารถสั่งหยุดเกมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากไม่มี Cooling Break จะทำให้นักกีฬามีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดภาวะฮีตสโตรก และตะคริวรุนแรง อีกทั้งยังส่งผลให้ความเข้มข้น และคุณภาพของเกมตกลงอย่างมาก เนื่องจากร่างกายล้าสะสมจากความร้อน

