เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม หรือเป็นแค่วัฏจักรธรรมชาติ

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม เอล นีโญ เป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่รอบนี้รุนแรงขึ้นและทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงทำสถิติใหม่ เพราะมีฐานความร้อนสะสม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์สร้างขึ้นหนุนหลังอยู่

  • เอลนีโญทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร?
  • ปรากฏการณ์ เอล นีโญ คืออะไร?
  • เอลนีโญ กับ ภาวะโลกร้อน ต่างกันยังไง?

เอลนีโญทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร?

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

เอลนีโญทำให้กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลังลง ส่งผลให้มวลน้ำอุ่นมหาศาล ที่เคยถูกพัดไปสะสมอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไหลย้อนกลับมาแผ่กระจายเต็มมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง และตะวันออก ผืนน้ำที่อุ่นขึ้นผิดปกตินี้จึงปลดปล่อยความร้อน และความชื้นจำนวนมหาศาล ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปรากฏการณ์ เอล นีโญ คืออะไร?

เอลนีโญ (El Niño) จะเป็นรูปแบบของสภาพอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งลักษณะของปรากฏการณ์ เอล นีโญ คือ การเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล ของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งจะอุ่นขึ้นหรือเย็นลงจนผิดปกติ โดยจะเรียกว่า เอลนีโญและลานีญาตามลำดับ

นอกจากนี้เอลนีโญ ยังสามารถก่อให้เกิดสภาพอากาศเลวร้ายได้ด้วย เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย รวมถึงการรบกวนสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก โดยในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

สภาวะปกติของลมสินค้าตะวันออก

โดยปกติแล้วบริเวณเส้นศูนย์สูตรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก Eastery trade winds หรือ ลมสินค้าตะวันออก จะมีการพัดมาจากประเทศเปรู แถบชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนยกตัวขึ้นบริเวณทางตอนเหนือของประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักมาก

ในทวีปออสเตรเลียตอนเหนือและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้กระแสลมสินค้ายังพัดให้กระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปกองรวมกันทางตะวันตก จนส่งผลให้ระดับสูงน้ำทะเล สูงกว่าปกติถึงประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร

ที่มา: เอลนีโญ (27 มกราคม 2025) [1]

ส่งผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในระยะสั้นอย่างไร?

เมื่อมวลน้ำอุ่นแผ่กระจายไปเต็มพื้นที่ ของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก มหาสมุทรจะทำหน้าที่ปลดปล่อยความร้อน และไอน้ำมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ กระแสลมจะพัดพาความร้อนนี้กระจายไปทั่วโลก ส่งผลให้อุณหภูมิผิวโลกโดยเฉลี่ย (Global Mean Surface Temperature) ดีดตัวสูงขึ้นทันที

ในระยะสั้น โดยกลไกนี้สามารถเพิ่มความร้อน ให้ชั้นบรรยากาศโลกได้ชั่วคราวประมาณ 0.1 ถึง 0.2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปรากฏการณ์นี้ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ตัวอย่างเช่น พายุไต้ฝุ่นทกซูรี (Doksuri) ในแปซิฟิกตะวันตก และพายุเฮอริเคนโอทิส (Otis) ในแปซิฟิกตะวันออก ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะทะเลอุ่น ต่างสร้างความเสียหายมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลูก

การเกิดพายุไต้ฝุ่นที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูง

ความอันตรายที่เกิดจากพายุไต้ฝุ่น ที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2025 เช่น

  • รากาซา ช่วงวันที่ 16–25 กันยายน
  • บัวลอย ช่วงวันที่ 22–29 กันยายน
  • แมตโม ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน–6 ตุลาคม
  • คัลแมกี ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม–7 พฤศจิกายน
  • ฟงวอง ตั้งแต่วันที่ 4–12 พฤศจิกายน
  • โคโตะ ช่วงวันที่ 23 พฤศจิกายน–3 ธันวาคม

พายุกำลังแรงเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ซึ่งพายุหลายลูกจะเริ่มก่อตัวขึ้นทางทิศตะวันออกไกลออกไป เหนือผิวน้ำทะเลที่อุ่น ทำให้พายุสามารถทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ทั้งยังมีวงจรชีวิตที่ยาวนานขึ้น ก่อนที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งผลกระทบต่าง ๆ ที่ตามมาคือ ดินถล่มในตอนเหนือของประเทศไทยจากคัลแมกี เหตุน้ำท่วมในหมู่เกาะวิซายาสและเกาะลูซอนของประเทศฟิลิปปินส์จากรากาซา เป็นต้น

ที่มา: สรุปข้อมูลเกี่ยวกับพายุไต้ฝุ่นในภูมิภาคอาเซียน ปี 2025 (29 พฤษภาคม 2026) [2]

เอลนีโญ กับ ภาวะโลกร้อน ต่างกันยังไง?

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

เอลนีโญ คือวัฏจักรธรรมชาติระยะสั้น ที่เกิดจากกระแสน้ำอุ่น ในมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนทิศทางจนทำให้สภาพอากาศโลกแปรปรวนชั่วคราว ในส่วนของ ภาวะโลกร้อน คือแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟ ให้เอลนีโญแต่ละรอบทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

เอลนีโญเป็นแค่ตัวเร่งความร้อนชั่วคราวจริงหรือ?

เอลนีโญเป็นแค่ตัวเร่งความร้อนชั่วคราวนั้นเป็นความจริง เพราะเอล นีโญ ถือเป็นความผันแปรทางธรรมชาติ (Natural Variability) ที่มีลักษณะเป็นวัฏจักรชั่วคราว โดยปกติจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี และแต่ละรอบ จะมีช่วงเวลาต่อเนื่องประมาณ 9 ถึง 12 เดือน จากนั้นระบบสภาพภูมิอากาศ

จะพลิกกลับเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง (ENSO-neutral) หรือเปลี่ยนเป็น ลานีญา (La Niña) ซึ่งเป็นวัฏจักรขั้วตรงข้ามที่ทำให้อุณหภูมิโลกลดต่ำลงชั่วคราว ดังนั้น ตัวเอลนีโญเอง จึงไม่ใช่ตัวการที่ทำให้โลก “ร้อนขึ้นอย่างถาวร” แต่เป็นเพียงผู้จุดชนวน ให้เกิดคลื่นความร้อนระลอกใหญ่ เป็นครั้งคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี 2023 ถือเป็นปีร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ และในปี 2024 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดตลอดกาล โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 1.55 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงปี 1850-1900 เสียอีก (4 มิถุนายน 2026) [3]

ก๊าซเรือนกระจกกับเอลนีโญสิ่งไหนคือสาเหตุหลักกันแน่?

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์คือ “สาเหตุหลัก” ส่วนเอลนีโญเป็นเพียง “ปัจจัยหนุน” หากเราย้อนดูไทม์ไลน์ สถิติอุณหภูมิโลกอย่างน้อย 3 ช่วงเวลาสำคัญ จะเห็นความแตกต่างชัดเจน

  • ปี 1997–1998 เกิดเอลนีโญระดับทรงพลัง (Super El Niño) อุณหภูมิโลกพุ่งทุบสถิติในยุคนั้น
  • ปี 2015–2016 เกิดเอลนีโญรุนแรงอีกครั้ง แต่อุณหภูมิเฉลี่ยกลับพุ่งสูงกว่าปี 1998 อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมี “ฐานความร้อน” จากก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มขึ้นเกือบสองทศวรรษ สามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia
  • ปี 2023–2024 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และ Copernicus ยืนยันว่า ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิโลกเฉลี่ยพุ่งสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม (ปี 1850–1900) ซึ่งทุบสถิติเดิมของปี 2023 ตามเนื้อหาที่กล่าวมาก่อนหน้านี้

ข้อมูลนี้พิสูจน์ว่า แม้ไม่มีเอลนีโญ โลกของเราก็ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จากการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ทำสถิติปล่อยสูงขึ้น 1.1% ในทุก ๆ ปี

บทสรุป เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

เอล นีโญ เป็นวัฏจักรธรรมชาติชั่วคราว ที่แผ่ความร้อนจากมหาสมุทรสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ความรุนแรงที่ทำให้โลกอุณหภูมิพุ่งสูง ทุบสถิติตลอดกาลนั้นมีสาเหตุหลัก มาจากฐานความร้อนสะสม ของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นหนุนหลังอยู่

หากเอลนีโญสิ้นสุดลงโลกจะเย็นลงไหม?

เมื่อเอลนีโญสิ้นสุดลง และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์ ลานีญา โลกจะมีความเย็นจากกระแสน้ำในมหาสมุทรมาช่วยบรรเทา ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก “ลดต่ำลงเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ความเย็นนี้เป็นเพียงการลดลงชั่วคราว และไม่สามารถดึงอุณหภูมิเฉลี่ย ให้ต่ำกว่าเส้นกราฟการเพิ่มขึ้นของแนวโน้มโลกร้อนในระยะยาวได้ โลกจึงยังคงร้อนกว่าในอดีตอยู่ดี

ควรเตรียมตัวยังไงหากวิกฤตโลกร้อนรุนแรงขึ้น?

การรับมือกับอนาคตที่สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) จะกลายเป็นเรื่องปกติ สามารถทำได้ผ่านแนวทางต่อไปนี้

  • การปรับตัวด้านเกษตรกรรมและน้ำ: เกษตรกรต้องหันมาปลูกพืชทนแล้ง และใช้ระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนจะมีความผันผวนสูง
  • การลงทุนในพลังงานสะอาด: ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อตัดวงจรการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ และลมมีราคาถูกลงกว่าเดิมมากและคุ้มค่าในระยะยาว
  • การวางผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน: ออกแบบอาคารและระบบระบายน้ำ ให้รองรับทั้งภัยแล้งรุนแรงและปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ที่อาจเกิดขึ้นสลับกันอย่างรวดเร็ว
Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง