ปัจจุบัน เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง คำตอบก็คือ ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นฝีมือของบริษัทเอกชน จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ที่ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในปี 2026 รวมไปถึง ลิขสิทธิ์การรับชมฟุตบอลโลกในปี 2030

  • ไขข้อสงสัย เกี่ยวกับระยะเวลาในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
  • ความคุ้มค่าในการซื้อลิขสิทธิ์ และรายได้จากโฆษณา

ทำไมการซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลกใช้เวลานาน?

เนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ใช้กลยุทธ์การตั้งราคาสูงแบบผูกขาด และประเทศที่ผู้ซื้อ จะต้องผ่านกระบวนการระดมทุน รวมถึงปัญหาข้อกฎหมายภายในประเทศ และในประเทศไทย ยังคงต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ หรือระดมทุนจากบริษัทเอกชน ทำให้ต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุป ถึงความคุ้มทุนทางธุรกิจ

ประเทศไทยในอดีต ที่เคยซื้อลิขสิทธิ์รับชมฟุตบอลโลก ในปี 1970-1998 รับชมรวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมีรายได้จากสปอนเซอร์โฆษณาต่างๆ มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ต่อมาในยุคเอกชน 2002-2014 ช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงกระแสฟุตบอลโลกมาแรง และบริษัทเอกชนรายแรก ได้ซื้อลิขสิทธิ์รับชมฟุตบอลโลกเพียงครั้งละ 150 ล้านบาท

ต่อมาฟุตบอลโลกในปี 2022 สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ถือเป็นช่วงที่เจ็บปวดมากที่สุด เมื่อค่าลิขสิทธิ์รับชมฟุตบอลโลก พุ่งสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทำให้ทาง กสทช. ต้องนำเงินสาธารณะ จากกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท ไปสมทบซื้อลิขสิทธิ์ แต่กลับเกิดปัญหาจอดำ บนกล่องรับสัญญาณบางยี่ห้อ (9 มิถุนายน 2026) [1]

พาไปดู มูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 สถานการณ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในประเทศไทย ยังมีสถานะที่ไม่ชัดเจน 100% ปัญหาเดียวที่ไทยพบเจอ นั่นก็คือการตั้งราคาค่าลิขสิทธิ์จากทางฟีฟ่า ซึ่งเรียกเก็บเงินกว่า 1,300 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทเอกชน JAS พร้อมจ่ายแค่ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท

ทางฟีฟ่าได้คาดการณ์รายได้ จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ผ่านทางโทรทัศน์ทั่วโลก ประมาณ 127,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากเทียบกับฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งมีรายได้จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์ไป 111,000 ล้านบาท สิ่งที่ทำให้ราคาค่าลิขสิทธิ์สูงขึ้น เกิดจากการเพิ่มจำนวนทีมแข่งขัน และแมตช์การแข่งขัน

หากแบ่งรายได้ตามทวีป ซึ่งทวีปยุโรป มีมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ เพียงแค่สหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียว ก็ได้เงินจากค่าลิขสิทธิ์ไป 350 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 38% ของทั้งโลก ส่วนในเอเชียและโอเชียเนีย มีมูลค่ารวมกันประมาณ 720 ล้านดอลลาร์ อเมริกาเหนือ 1 พันล้านดอลลาร์ อเมริกาใต้และแอฟริกา 360-200 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ (7 มิถุนายน 2026) [2]

เงื่อนไขการถ่ายทอดสดจากเจ้าของลิขสิทธิ์

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง สำหรับประเทศไทย ก็ได้บริษัทเอกชนอย่าง JAS ทำการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในปี 2026 ในงบประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท แถมยังเป็นการลงทุน ที่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในปี 2030 อีกด้วย

ทั้งนี้ เงื่อนไขหลังจากที่ซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 และฟุตบอลโลกในปี 2030 นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหญิง 2027 ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก และทุกรายการแข่งขันของทาง FIFA การดีลราคาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เคยมีการเสนอขายมานานกว่า 1 ปี แต่เมื่อรัฐบาลเจรจาไม่สำเร็จ ลิขสิทธิ์จึงตกเป็นของ JAS ทันที

การซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลโลกคุ้มค่าหรือไม่?

เอกชนซื้อสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรือยัง

คำตอบก็คือ คุ้มค่าในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาด ซึ่งผู้ถือครองลิขสิทธิ์ จะหวังผลกำไรโดยตรงจากสปอนเซอร์ หรือการขายโฆษณา เนื่องจากต้นทุนลิขสิทธิ์มีราคาสูง ในจุดที่คืนทุนได้ยาก จึงทำให้มีปัจจัยวัดความคุ้มค่าในการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2 มุมมอง มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

อันดับที่ 1 ก็คือ มุมมองในเชิงธุรกิจ ซึ่งเอกชนเป็นผู้ซื้อ ข้อดีก็คือ จะช่วยดึงดูดฐานลูกค้าหน้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ ในระบบนิเวศของบริษัท เม็ดเงินที่จ่ายไป จึงถูกมองว่าเป็นงบทางการตลาด ส่วนข้อจำกัดก็คือ มีโอกาสขาดทุนสูง หากมีการตั้งราคาแพ็กเกจสูงเกินไป และเวลาในประเทศไทย อาจไม่เอื้ออำนวยบางช่วงเวลาที่มีการแข่งขัน

อันดับที่ 2 ก็คือ มุมมองในเชิงสังคมและประเทศ หากรัฐบาลเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ ในการรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก มีข้อดีก็คือ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความสุขของประชาชน ทำให้คนในชาติ เข้าถึงมหกรรมกีฬา ส่วนข้อจำกัดก็คือ หากใช้เงินภาษี หรือเงินจากกองทุนภาครัฐมาอุดหนุน จะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับลำดับความสำคัญในการใช้เงิน

รายได้จากโฆษณาระหว่างการแข่งขัน

สำหรับฟุตบอลโลกในปี 2026 ที่มีการเพิ่มช่วงเวลาพักดื่มน้ำให้กับนักเตะ ได้มีการคำนวณรายรับมหาศาล ในแต่ละครึ่งเวลาของการแข่งขัน พบว่า แค่การแข่งขันในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็สามารถสร้างรายได้มากถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,340 ล้านบาท โดยทางฟีฟ่าได้กำหนดเงื่อนไขโฆษณา อนุญาตให้โฆษณา 20 วินาทีขึ้นไป

และข้อมูลจากทาง BBC ได้เปิดเผยค่าใช้จ่ายเฉลี่ย สำหรับโฆษณาฟุตบอลโลก 30 วินาที ทางช่อง Fox Sports ระหว่าง 2-3 แสนดอลลาร์สหรัฐ อาจมีมูลค่าสูงถึง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ช่วงพักดื่มน้ำ ผู้จัดการทีมและนักเตะ กลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก และทำให้เกิดเสียงโห่จากแฟนบอลเกือบทุกสนาม

โอกาสทางการตลาดจากฟุตบอลโลก 2026

เจ้าภาพ ได้ประโยชน์อะไรจาก บอลโลก ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันแมตช์แรก มีการประเมินผลทางเศรษฐกิจต่างกัน บางแห่งคาดว่า จะมีเงินหนุน GDP ในประเทศเจ้าภาพทั้ง 3 ประเทศ ประมาณ 9.1 พันล้านดอลลาร์ บางแห่งประเมินผลทั่วโลกถึง 40.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นโอกาสทอง ที่จะเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ในประเทศที่จัดการแข่งขัน

สำหรับภาคธุรกิจ ที่ได้ผลประโยชน์ชัดเจนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น สื่อโฆษณาและลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ธุรกิจโรงแรม สายการบิน ร้านอาหารและเครื่องดื่ม กลับได้รับผลประโยชน์กระจุกเฉพาะบางเมือง และบางช่วงเวลาเท่านั้น ขณะที่ราคาห้องพักในเม็กซิโก พุ่งขึ้นเกือบ 1,000% (17 มิถุนายน 2026) [3]

บทส่งท้าย เอกชนซื้อสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหรือยัง

สรุปแล้ว การรับชมฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทย ก็ได้บริษัทเอกชนอย่าง JAS เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย FIFA ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับชมการถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2030 และการแข่งขันในรายการต่างๆ ของฟีฟ่าอีกด้วย โดยทางผู้บริหารของ JAS ได้ออกมาพูดถึงความคุ้มทุนในครั้งนี้ นี่ถือเป็นการลงทุนในระยะยาว

ปัจจุบัน แฟนบอลสามารถรับชมฟุตบอลโลกผ่านช่องทางใด?

สำหรับแฟนบอลในประเทศไทย สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ครบทั้ง 104 แมตช์การแข่งขัน ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง MONOMAX โดยสามารถรับชมผ่านช่องทางต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น รับชมผ่านแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ของ MONOMAX ด้วยการสมัครแพ็กเกจ และรับชมผ่านช่อง MONOMAX SPORTS (ทีวีดิจิทัล)

ปัจจัยใดที่ทำให้ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเพิ่มสูงขึ้น?

สำหรับฟุตบอลโลกในปี 2026 ที่ค่าลิขสิทธิ์พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มจำนวนทีมแข่งขัน จากเดิม 32 ทีม เปลี่ยนมาเป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์การแข่งขันเพิ่มขึ้นมากถึง 104 แมตช์ และถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ด้วยการประมูลแยกขายลิขสิทธิ์เป็นรายประเทศ/ภูมิภาค

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง