
เทียบให้ชัด หลักสายโลหิต กับหลักดินแดน ต่างกันยังไง
- Harry P
- 8 views

หลักสายโลหิต กับหลักดินแดน ต่างกันยังไง หลักสายโลหิตพิจารณาว่า “พ่อหรือแม่มีสัญชาติอะไร” ส่วนหลักดินแดนพิจารณาว่า “เกิดที่ไหน” แต่สำหรับประเทศไทย การเกิดบนแผ่นดินไทย ไม่ได้หมายความว่า จะได้สัญชาติไทยอัตโนมัติทุกคน เพราะกฎหมายไทย ใช้ทั้งสองหลักควบคู่กัน
ประเทศไทยใช้ทั้งหลักสายโลหิต และหลักดินแดนควบคู่กัน โดยผู้ที่มีบิดา หรือมารดาเป็นคนไทย มีสิทธิได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ส่วนผู้ที่เกิดในไทยอาจได้สัญชาติตามหลักดินแดน แต่มีข้อยกเว้นตามสถานะของบิดามารดา ที่เป็นคนต่างด้าว จึงไม่ใช่ระบบที่ยึดหลักใดหลักหนึ่ง (29 พฤศจิกายน 2022) [1]
ไม่เท่ากับได้สัญชาติไทยอัตโนมัติทุกกรณี แม้เด็กที่เกิดในไทย มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเกิด แต่การได้สัญชาติ ยังต้องพิจารณาตามกฎหมายสัญชาติ โดยเฉพาะสถานะของบิดา และมารดา ในกรณีที่เป็นคนต่างด้าว ดังนั้น “เกิดในไทย” กับ “เป็นคนไทย” จึงเป็นคนละเรื่องกัน (8 ตุลาคม 2024) [2]
ได้ตามหลักสายโลหิต หากเข้าเงื่อนไข และพิสูจน์ความสัมพันธ์ได้ กฎหมายกำหนดว่าผู้เกิดโดยบิดา หรือมารดาที่มีสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทย โดยการเกิดไม่ว่าจะเกิดใน หรือนอกราชอาณาจักร ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การยืนยันสถานะ และความสัมพันธ์กับพ่อ หรือแม่ชาวไทย

ไม่มีคำตอบตายตัว แต่การพิสูจน์ความเป็นบิดาตามข้อเท็จจริง อาจซับซ้อนกว่า เมื่อเอกสารไม่ชัดเจน เพราะอาจต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความสัมพันธ์ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนสถานที่เกิดมักอาศัยสูติบัตร หนังสือรับรองการเกิด หรือหลักฐานจากสถานพยาบาล แต่หากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ก็อาจตรวจสอบได้ยากเช่นกัน
ต่างกันชัดเจน เพราะสูติบัตร เป็นหลักฐานการจดทะเบียนเกิด ไม่ใช่หลักฐานว่าเด็กได้สัญชาติไทยเสมอไป เด็กที่เกิดในประเทศไทย สามารถมีสูติบัตรได้ แม้พ่อแม่ไม่ใช่คนไทย แต่สถานะสัญชาติ ต้องพิจารณาแยกตามกฎหมายสัญชาติ และข้อมูลของบิดามารดา
เพราะคดีนี้ถูกกล่าวหาว่ามีการ จ้างคนไทยเป็นพ่อ ให้เด็กต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับสัญชาติไทยผ่านฝั่งบิดา เจ้าหน้าที่พบข้อสงสัย ตั้งแต่ข้อมูลในเอกสารโรงพยาบาล ไปจนถึงการออกสูติบัตร ทำให้จุดตรวจสอบสำคัญอยู่ที่ว่า “พ่อคนไทยเป็นพ่อจริงหรือไม่”
จุดที่ถูกตั้งคำถามหนัก อยู่ที่ระบบตรวจสอบ และความถูกต้องของข้อมูล มากกว่าตัวหลักสายโลหิตเอง เพราะข้อกล่าวหา เกี่ยวข้องกับการสร้างข้อมูลบิดาเท็จ และการดำเนินการทางทะเบียน ปัจจุบัน กทม.จึงสั่งตรวจย้อนหลังการแจ้งเกิดทั่ว 50 เขต (10 กรกฎาคม 2026) [3]
มีได้ หากความเข้มงวด ทำให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายจริง ต้องพิสูจน์สถานะยากขึ้น โดยเฉพาะเด็กไร้สัญชาติ หรือผู้ที่มีปัญหาเอกสาร ซึ่งเดิมก็เผชิญขั้นตอนทางทะเบียนที่ซับซ้อนอยู่แล้ว โจทย์จึงต้องเป็นการตรวจจับการสวมสิทธิให้แม่นยำ โดยไม่สร้างอุปสรรคเพิ่ม แก่ผู้ที่มีสิทธิขอสัญชาติอย่างถูกต้อง
สุดท้ายแล้ว หลักสายโลหิตกับหลักดินแดน เป็นคนละฐานในการกำหนดสัญชาติ และประเทศไทย เลือกใช้ทั้งสองแบบควบคู่กัน ปัญหาที่กำลังถูกจับตาจากคดีพ่อทิพย์ จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงคำถามว่า “กฎหมายสัญชาติไทย มีช่องโหว่หรือไม่”

