
เทียบให้ชัด วิ่งตอนเช้ากับตอนเย็น ต่างกันยังไง ?
- •กัณช•
- 15 views

ข้อมูลเปรียบเทียบ วิ่งตอนเช้ากับตอนเย็น ต่างกันยังไง ในกลุ่มนักวิ่งสุขภาพนั้น ถือเป็นข้อสำคัญ เพราะแม้จะสามารถวิ่งได้ทั้งเช้าและเย็น แต่ร่างกายของเรานั้น จะตอบสนองต่อการออกกำลังกาย ในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเลือกเวลาวิ่งที่เหมาะสม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทคนิคดีๆ เพื่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามนั่นเอง

สำหรับกลุ่มคนตื่นเช้า การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการวิ่ง คือวิธีปลุกร่างกาย ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในทางสรีรวิทยา ซึ่งช่วงก่อนการทานอาหารเช้า เป็นช่วงที่ร่างกาย เริ่มหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้เราตื่นตัว และพร้อมดึงพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และจะล้อไปกับ “นาฬิกาชีวิต”
งานวิจัยจาก Northumbria University พบว่าการวิ่งตอนเช้าแบบท้องว่าง ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสม มาใช้เป็นพลังงาน ได้มากกว่าการวิ่งหลังมื้ออาหาร สูงสุดถึง 20% โดยไม่ได้ทำให้หิวโซเพิ่มขึ้นในระหว่างวัน (24 มกราคม 2013) [1]
เพราะช่วยยับยั้งฮอร์โมนความเครียด ที่พุ่งสูงหลังตื่นนอน ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และยืดหยุ่นตั้งแต่เริ่มวัน ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงยาวนานตลอดทั้งวัน ช่วยให้หัวใจทำงานเบาลง นอนหลับสนิทขึ้น และลดความเสี่ยง ต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การวิ่งตอนเช้าเพิ่มการเผาผลาญ หลังวิ่งผ่านกลไก EPOC ที่ร่างกายต้องใช้พลังงาน และออกซิเจนมากกว่าปกติ ซึ่งสภาวะท้องว่าง และระดับฮอร์โมนที่พุ่งสูงในตอนเช้า จะยิ่งกระตุ้นให้กลไกนี้ ดึงไขมันสะสมมาเผาผลาญต่อเนื่อง ยาวนานไปอีก 12–24 ชั่วโมง เสมือนเครื่องยนต์ที่ยังร้อนแม้จะดับเครื่องไปแล้ว
ผลวิจัยเผยว่า การวิ่งตอนเช้าก่อนกินอาหารมื้อแรก ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ร่างกายจึงจัดการกับน้ำตาลได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ 45% ที่สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ได้ (18 มกราคม 2023) [2]
ในช่วงเช้าตื่นนอน (ประมาณ 05:00 – 06:00 น.) อุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย จะอยู่ในระดับต่ำสุดรอบวัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวสูงและข้อต่อยึดเกาะแน่น หากไม่วอร์มอัพอย่างน้อย 10 – 15 นาที จะมีโอกาสเสี่ยงบาดเจ็บกล้ามเนื้อฉีกขาดสูงขึ้น
จากสถิติทางชีววิทยา ฟังก์ชันการทำงานของปอด และระบบทางเดินหายใจ ในช่วงเช้าตรู่จะทำงานได้น้อยกว่าช่วงเย็น (16:00 – 18:00 น.) ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าเมื่อต้องวิ่งที่ความเร็วเท่ากัน
ในตอนเช้า ระดับไกลโคเจนในตับจะลดลงไปมาก จากการใช้งานในระบบสมองและร่างกายขณะนอนหลับ ทำให้พละกำลังในการวิ่งสปีด ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับตอนเย็นที่มีพลังงานเต็มถัง

หลังจากนั่งหลังขดหลังแข็ง เผชิญความเครียดหน้าจอคอมพิวเตอร์มาเสร็จสิ้น ตลอด 8 ชั่วโมง การออกไป “วิ่งตอนเย็น” ถือเป็นช่วงเวลาสลัดความล้า และรีเซ็ตสมองยอดฮิตของคนทำงาน แต่การเปลี่ยนพลังงาน ที่เหลืออันน้อยนิด มาลงที่รองเท้าวิ่งในเวลานี้ จะส่งผลดี หรือผลเสียต่อร่างกายของชาวออฟฟิศอย่างไรบ้าง
ช่วงเวลา 16:00 – 18:00 น. อุณหภูมิร่างกายและฟังก์ชันปอด จะทำงานได้ดีที่สุดเพิ่มขึ้น ทำให้วิ่งอึดและทำความเร็วได้ดี
กล้ามเนื้อและข้อต่อ มีความยืดหยุ่นสูง เนื่องจากขยับเขยื้อนมาตลอดทั้งวัน จึงไม่ตึงตัวเหมือนช่วงเช้า
ช่วยหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน และระบายความเครียดสะสม จากการทำงานหรือเรียนหนังสือมาตลอดทั้งวัน
การวิ่งหนักใกล้เวลาเข้านอน น้อยกว่า 2 ชั่วโมง จะกระตุ้นให้อะดรีนาลีนพุ่งสูง และตัวร้อนจนทำให้นอนไม่หลับ
มักมีปัจจัยแทรกแซง เช่น อาการเหนื่อยล้าสะสมจากงาน งานด่วนติดพัน หรือการนัดหมายสังสรรค์ตอนเย็น
ในช่วงเวลาเร่งด่วน (Rush Hour) มักจะมีมลพิษ แก็สคาร์บอน และฝุ่นควันบนท้องถนนสะสมหนาแน่นที่สุดในรอบวัน
แท้จริงแล้วการวิ่งเพื่อสุขภาพนั้น สามารถทำได้ได้ทั้งเช้าและเย็น แต่ตอบสนองของร่างกาย ต่อการออกกำลังกาย และยังจะต้องล้อไปกับนาฬิกาชีวิต เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งสามารถอ่านงานวิจัยต่างๆ ของวารสาร Open Heart ที่พูดถึงการออกกำลังกาย กับนาฬิกาชีวิตได้ที่ BBC
สรุปคือ ไม่มีเวลาไหนที่ดีกว่าอีกเวลาแบบตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายและร่างกายของแต่ละคน

