
รีวิวเกม Pokemon White ตัวเกมเป็นอย่างไร?
- ไข่น้อย
- 24 views

รีวิวเกม Pokemon White เป็นเกมโปเกมอนเจนที่ 5 ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่มากมาย ที่ได้มีการพลิกโฉมซีรีส์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการพาผู้เล่นเข้าสู่ภูมิภาคใหม่ ที่มาพร้อมกับเนื้อเรื่องสุดลุ่มลึก และโปเกมอนหน้าใหม่จำนวนมาก แถมยังมีการเพิ่มมิติทางกลยุทธ์ในการต่อสู้ ที่ผสานกับกราฟิกที่สวยงาม และแอนิเมชันของโปเกมอน ที่ขยับไปมาได้ตลอดเวลา ซึ่งมันทำมอบประสบการณ์ที่สดใหม่ให้แก่ผู้เล่น
วันที่จำหน่ายตัวเกมโปเกมอนภาค White ครั้งแรกนั้น ได้จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นก่อน เมื่อปี 2010 ซึ่งเป็นการวางจำหน่ายคู่กับการ รีวิวเกม Pokemon Black ที่หลังจากนั้น ได้เริ่มจำหน่ายในยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย เมื่อปี 2011 ที่มาพร้อมกับโปเกมอนใหม่ถึง 156 ตัว รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่างเช่นวงจรฤดูกาล การต่อสู้แบบสามต่อสาม และอีกมากมาย
โดยทั้งสองภาคที่วางจำหน่ายคู่กันนี้ ก็จะมีเนื้อเรื่องที่คล้ายกัน แต่ก็จะมีสิ่งที่แตกต่างกันหลายเรื่อง และนอกจากนี้ ตัวเกมยังได้มีการสร้างภาคต่อ ซึ่งใช้ชื่อภาคว่า Pokemon Black 2 และ Pokemon White 2 ซึ่งเริ่มจำหน่ายในปี 2012 อีกด้วย ซึ่งส่งผลให้ตัวเกมทั้งสองภาคนี้ ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย และมียอดขายรวมของเกมทั้งสองภาคถึง 15.64 ล้านชุด (31 พฤษภาคม 2026) [1]
พล็อตเรื่องของเกมภาคนี้ จะเริ่มต้นที่เมือง Nuvema Town โดยศาสตราจารย์จูนิเปอร์ ได้มีการทิ้งกล่องของขวัญเอาไว้ให้ ซึ่งก็คือโปเกมอน 3 ตัวเริ่มต้น จากนั้นก็จะต้องเลือกโปเกมอน 1 ตัว จาก 3 ตัวที่มีให้ จากนั้นคู่แข่งก็จะเข้ามาท้าต่อสู้ และเมื่อการต่อสู้จบลง ผู้เล่นก็จะได้ออกผจญภัยไปทั่วภูมิภาค Unova เพื่อต่อสู้กับหัวหน้ายิมทั้งแปดคน ที่ใช้โปเกมอนแตกต่างกัน
ซึ่งหากเอาชนะหัวหน้ายิมแต่ละคนได้แล้ว ผู้เล่นก็จะได้รับเหรียญตรา 8 อัน จากนั้นจึงจะสามารถมุ่งหน้าสู่โปเกมอนลีก เพื่อเข้าไปท้าสู้กับกลุ่มสี่จตุรเทพ และแชมป์เปี้ยนประจำภูมิภาค Unova และนอกจากนี้ ผู้เล่นก็ได้เจอกับทีมตัวร้ายใหม่ ที่จะทำให้การเดินทางของผู้เล่น ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดเอาไว้ เพราะจะต้องขัดขวางแผนการร้าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างโปเกมอนอีกด้วย (18 กุมภาพันธ์ 2026) [2]
ฟีเจอร์ฤดูกาล ที่อยู่ภายในเกมภาค White และภาค Blak ก็คือฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญ ที่พัฒนาต่อจากวงจรกลางวัน และกลางคืน แต่ไม่ได้อิงจากวงจรฤดูกาลในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะแต่ละฤดูกาลในโลกของเกมโปเกมอนภาคนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนทุกหนึ่งเดือน ทำให้ผู้เล่นมีโอกาสเข้าถึงแต่ละฤดูกาล ได้ถึงสามครั้งต่อหนึ่งปี แถมฤดูกาลต่าง ๆ ก็ส่งผลกระทบหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ โปเกมอนป่าในบางพื้นที่จะแตกต่างกัน แถมบางพื้นที่ ก็จะเข้าถึงได้เฉพาะฤดูกาลที่กำหนดเท่านั้น และนอกจากนี้ ก็ยังส่งผลต่อโปเกมอนบางตัว ที่จะทำให้มีรูปร่างแตกต่างกัน ตามฤดูกาลนั้น ๆ อีกด้วย (สืบค้นเมื่อ 4 มิถุนายน 2026) [3] ซึ่งมันทำให้โลกแห่งโปเกมอนในเจนนี้ ค่อนข้างมีความสมจริง สดใหม่ และน่าตื่นตาตื่นใจ มากกว่าเกมเจนก่อนหน้า ที่เคยจำหน่ายอย่างแน่นอน

จากแหล่งข้อมูลบนโลกออนไลน์ ภายในเกมโปเกมอนภาค White และภาคที่เปิดคู่กันนั้น จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่เรียกว่า Poke Transfer Lab ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ ที่จะทำให้ผู้เล่น โอนย้ายโปเกมอนจากเกมใน Generation 4 มาไว้ในตัวเกมเจน 5 ของทั้งสองภาคได้ แต่ฟีเจอร์นี้ จะเข้าถึงได้หลังจบเรื่องราวแล้วเท่านั้น และต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากโอนย้ายมาแล้ว จะย้ายกลับไม่ได้
ซึ่งมันเป็นสะพานเชื่อมรูปแบบใหม่ ที่สามารถโยงความผูกพันของเหล่าโปเกมอนจากภาคเก่าในเจนที่ 4 ที่เปลี่ยนกระบวนการย้ายข้อมูลแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นระบบที่มีความสะดวกสบาย น่าประทับใจยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ผู้เล่นเกมโปเกมอน ที่ยังคงชื่นชอบโปเกมอนในเจนที่ 4 แถมยังช่วยเปิดโลกทัศน์ในการต่อสู้ และการจัดทีมให้มีความหลากหลาย ได้แบบไร้ขีดจำกัด
สิ่งที่ได้มีการยกระดับ และต่อยอดมาจาก Pokemon Contests ก็คือ Pokemon Musical ที่จะตัดเรื่องของการต่อสู้ของเหล่าโปเกมอนออกไป เพื่อยกระดับกระบวนการขอคะแนนโหวต ให้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยการแข่งขัน ก็จะให้ผู้เล่นแต่งตัวโปเกมอนของตนเอง จากนั้นก็ให้เข้าร่วมการแสดงผ่านบทเพลง และเมื่อบทเพลงได้จบลง ก็จะได้รับคะแนนโหวต และความคิดเห็นจากผู้ชม
ซึ่งของแต่งตัวนั้น ผู้เล่นสามารถเก็บสะสม ได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นจากผู้คนในภูมิภาค Unova หรือของขวัญจากแฟนคลับ ที่ชื่นชอบการแสดงของผู้เล่น โดยในระหว่างที่บทเพลงกำลังเล่นอยู่บนเวที ผู้เล่นยังสามารถเลือกจังหวะกด เพื่อใช้งานไอเทมพิเศษ ที่ถืออยู่ในมือของโปเกมอนได้อีกด้วย เพื่อสร้างความโดดเด่น และดึงดูดสายตาจากผู้ชม ได้อย่างน่าประทับใจ
โปเกมอนเฉพาะ ที่อยู่ในภาค White มีระบุเอาไว้หลายตัว ที่ต่างจากภาค Black ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ Caterpie, Metapod, Butterfree, Paras, Parasect, Misdreavus, Poochyena, Mightyena, Minun, Mismagius, Solosis, Duosion, Rufflet, Braviary, Thundurus และโปเกมอนในตำนานประจำภาค อย่าง Zekrom ที่เป็นโปเกมอนประเภทผสม ระหว่างประเภทมังกร และไฟฟ้า
ส่วนในภาค Black โปเกมอนเฉพาะในภาค ก็จะมี Weedle, Kakuna, Beedrill, Murkrow, Houndour, Houndoom, Shroomish, Breloom, Plusle, Honchkrow, Gothita, Gothorita, Gothitelle, Vullaby, Mandibuzz, Tornadus และโปเกมอนในตำนานประจำภาค Reshiram ที่เป็นประเภทผสมเช่นกัน ซึ่งผสมระหว่างประเภทมังกร และประเภทไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว ตัวเกมโปเกมอนภาค White นับเป็นหนึ่งในภาคครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงความทะเยอทะยานและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงของซีรีส์เกมโปเกมอน ด้วยการกล้าทิ้งความคุ้นเคยเดิม ๆ แล้วมอบประสบการณ์การผจญภัยที่สดใหม่ ผ่านเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ที่แฝงประเด็นชวนคิด ควบคู่ไปกับระบบกลไกใหม่มากมาย และถือเป็นภาคที่แฟนเกมโปเกมอน ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
ตัวเกมโปเกมอนภาคที่กล่าวถึงนี้ การเล่นที่ดั้งเดิมที่สุด ก็คือการเล่นผ่านเครื่องเกมที่รองรับ ส่วนอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยม ก็คือการเล่นผ่านโปรแกรมจำลอง หรือที่เรียกว่า Emulator บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟน แต่มันไม่ใช้ตัวเกมอย่างเป็นทางการ จึงเป็นการเล่นที่ผิดต่อลิขสิทธิ์
ตัวปกกล่องของเกมโปเกมอนภาค White จะออกแบบมาให้ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับภาค Black โดยจะใช้ธีมสีขาวเป็นพื้นหลังหลัก และใช้รูปของโปเกมอนในตำนานประจำภาค Zekrom มังกรที่มีตัวสีดำ มาขึ้นเป็นภาพหน้าปกประจำภาคนี้ แทนที่จะเป็นมังกรสีขาว เพื่อสะท้อนถึงคอนเซปต์ขาว และดำ

