
รีวิวเกม Pokemon Sapphire เปิดพร้อมภาคใด?
- ไข่น้อย
- 20 views

รีวิวเกม Pokemon Sapphire เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับภาค Ruby ในฐานะเกมเจนที่ 3 ของซีรีส์เกมโปเกมอน โดยวางจำหน่ายให้กับเครื่อง Game Boy Advance ที่พัฒนาด้านกราฟิก เพื่อที่จะให้ตัวเกมมีความสดใส และคมชัดยิ่งขึ้น แถมยังมีการนำเสนอ ระบบการเล่นใหม่ ที่กลายเป็นมาตรฐานของ เกมโปเกมอนภาคต่อ ๆ มาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะช่วยยกระดับความลึกซึ้งให้เพิ่มมากขึ้น
การเปิดให้บริการ ตัวเกมโปเกมอนภาค Sapphire ได้เปิดให้บริการ และจัดจำหน่ายโดย The Pokemon Company ที่ร่วมกับทาง Nintendo เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทร่วมทุนในปี 1998 โดยตัวเกมภาคนี้ เป็นการจำหน่ายพร้อมกับภาค Ruby ซึ่งเป็นการจำหน่ายครั้งแรก ให้กับประเทศญี่ปุ่นให้ได้เล่นก่อน เมื่อปี 2002 ก่อนที่จะมีการจำหน่ายให้ทั่วโลก เมื่อปี 2003
จากนั้นอีกสองปีถัดไป ก็ได้มีการพัฒนาตัวเกมภาคใหม่ขึ้นมา ซึ่งชื่อภาคว่า Pokemon Emerald อย่างไรก็ตาม ตัวเกมภาค Ruby และ Sapphire ก็ได้มีการนำมาสร้างใหม่อีกครั้ง เมื่อปี 2014 โดยเปิดให้กับเครื่อง Nintendo 3DS (11 เมษายน 2026) [1] ซึ่งเป็นการปรับปรุงกราฟิกสู่รูปแบบ 3D อย่างเต็มตัว แถมยังมีการเพิ่มระบบใหม่ ๆ อย่างเช่นระบบความสามารถเฉพาะตัว ระบบ Mega Evolution และระบบอีกมากมาย
สำหรับการเล่นของเกมภาคนี้ ยังคงเหมือนกับภาคก่อนหน้าที่เปิดให้บริการ เพียงแต่มีการเพิ่มระบบใหม่ ๆ เข้ามาในตัวเกม ซึ่งการเดินทางในเกมภาคนี้ ผู้เล่นก็จะได้พบกับเนื้อเรื่องจากภูมิภาค Hoenn ที่มาพร้อมกับโปเกมอนใหม่มากมาย โดยเมื่อเริ่มต้นเกม ผู้เล่นก็จะได้รับโปเกมอนคู่หู ที่ต้องเลือกจาก 1 ใน 3 ตัวเริ่มต้น ซึ่งได้แก่ Treecko โปเกมอนประเภทหญ้า Torchic โปเกมอนไฟ และ Mudkip โปเกมอนน้ำ
และเมื่อเลือกโปเกมอนเริ่มต้นเสร็จแล้ว ผู้เล่นก็จะได้เริ่มต้นออกเดินทาง ซึ่งระหว่างการเดินทางนั้น ก็จะได้พบกับโปเกมอนป่ามากมาย และเทรนเนอร์คนอื่น ๆ ที่จะท้าสู้ เพื่อวัดความสามารถของผู้เล่น ส่วนโปเกมอนป่านั้น ผู้เล่นสามารถจับมาฝึกฝน เพื่อนำมาใช้ในการต่อสู้ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด ก็คือเป้าหมายสุดท้ายของตัวเกม ที่ผู้เล่นจะต้องเอาชนะ กลุ่มเทรนเนอร์โปเกมอนระดับสุดยอดให้ได้ (25 กรกฎาคม 2003) [2]
ยิมในเกมโปเกมอนภาค Sapphire ก็จะเหมือนกับการ รีวิวเกม Pokemon Ruby ที่จะมีทั้งหมดแปดแห่ง ที่แต่ละแห่งมีประเภทโปเกมอนเฉพาะของตัวเอง โดยหัวหน้ายิมแรก ก็คือ Roxanne ที่ใช้โปเกมอนประเภทหิน ยิมที่สอง Brawly จะใช้โปเกมอนประเภทต่อสู้ ยิมที่สาม Wattson ใช้ประเภทไฟฟ้า ยิมที่สี่ Flannery ใช้ประเภทไฟ ยิมที่ห้า Norman ใช้ประเภททั่วไป ยิมที่หก Winona ใช้ประเภทบิน
ยิมที่เจ็ด Tate and Liza ใช้โปเกมอนประเภทพลังจิต และสุดท้ายยิมที่แปด จะใช้โปเกมอนประเภทน้ำ และเมื่อผู้เล่นสามารถเอาชนะยิมทั้งแปดแห่งได้ครบถ้วนแล้ว แต่ละแห่งก็จะมอบเหรียญตราประจำยิม เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่การสู้กับกลุ่มสี่จตุรเทพ และแชมป์เปี้ยน ที่รอคอยการมาเยือนของ สุดยอดเทรนเนอร์ อยู่ที่ ปลายทางของการผจญภัยในภูมิภาค Hoenn

สี่จตุรเทพ หรือ Elite Four กลุ่มใหม่ ของเกมโปเกมอนภาคที่กล่าวถึงนี้ จะอยู่ในเมือง Ever Grande City ที่สมาชิกประกอบไปด้วย Sidney ที่ใช้โปเกมอนประเภทความมืด Phoebe ใช้ประเภทผี Glacia ใช้ประเภทน้ำแข็ง และ Drake จะใช้โปเกมอนประเภทมังกร (28 มีนาคม 2026) [3] ซึ่งก่อนที่ผู้เล่นจะเข้าถึงตัวแชมป์เปี้ยนได้นั้น ก็จะต้องเอาชนะสี่จตุรเทพกลุ่มใหม่ให้ได้ทั้งหมด
ก่อนที่จะไปเจอกับ Steven ซึ่งเป็นแชมป์เปี้ยนคนปัจจุบันในภูมิภาค Hoenn ที่ใช้โปเกมอนประเภทเหล็ก ซึ่งการเอาชนะแชมป์เปี้ยน อย่าง Steven ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเขามาพร้อมกับโปเกมอนที่แข็งแกร่ง แต่หากเอาชนะได้แล้ว ผู้เล่นก็จะได้บันทึกชื่อเข้าสู่ Hall of Fame พร้อมกับมีประกาศฐานะ ที่ได้เป็นแชมป์เปี้ยนคนใหม่ ในภูมิภาค Hoenn อย่างเป็นทางการ
สำหรับโปเกมอนเฉพาะในตัวเกมภาคนี้ ก็จะมี Lotad, Lombre, Ludicolo, Sableye, Seviper, Lunatone, Latias และ Kyogre ซึ่งมันจะแตกต่างจากภาคคู่ที่เปิดพร้อมกัน เพราะในภาค Ruby โปเกมอนเฉพาะในภาค ก็จะมี Seedot, Nuzleaf, Shiftry, Mawile, Zangoose, Solrock, Latios และ Groudon ที่ความแตกต่างของรายชื่อโปเกมอนเหล่านี้ ทำให้ระบบแลกเปลี่ยนโปเกมอนสำคัญมาก
เพราะเป็นหนทางเดียวที่ผู้เล่น จะสามารถสะสมโปเกมอนให้ครบสมบูรณ์ทุกตัวภายในเกมเจนที่ 3 และนอกจากความต่างของโปเกมอนป่าแล้ว ในตัวเกมภาค Sapphire ผู้เล่นยังต้องเผชิญหน้า กับองค์กรอาชญากรรม ที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งมันทำให้ตัวเกมสองภาคที่เปิดคู่กันนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมอบบรรยากาศในการเล่น ที่แตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
โปเกบอลใหม่ที่เพิ่มเข้ามา จะเป็นโปเกบอลพิเศษ ที่ความสามารถของแต่ละลูกนั้น จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งจากที่ได้เล่นมา ก็จะมี Premier Ball หรือโปเกบอลที่ระลึก Repeat Ball ทำให้จับโปเกมอนที่เคยจับง่ายขึ้น Timer Ball หากเวลาผ่านไปหลายรอบการเล่น จะช่วยให้จับโปเกมอนง่ายขึ้น Nest Ball ช่วยให้จับโปเกมอนเลเวลต่ำง่ายขึ้น Net Ball ช่วยให้จับประเภทน้ำ และแมลงได้ง่าย
Dive Ball มีอัตราการจับสูง หากใช้จับโปเกมอนที่อาศัยอยู่ในทะเล และสุดท้าย Luxury Ball เป็นโปเกบอลที่จะทำให้โปเกมอนสนิทกับผู้เล่นได้ง่ายขึ้น โดยโปเกบอลทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ สามารถหาได้ที่ Poke Mart หรือร้านค้าทั่วไป ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคโฮเอ็น ซึ่งความหลากหลายของโปเกบอลใหม่เหล่านี้ จะช่วยให้การสะสมโปเกมอนให้ครบ เป็นเรื่องที่สนุกขึ้น
โดยสรุปแล้ว ตัวเกมโปเกมอนภาค Sapphire ถือเป็นผลงานที่ช่วยยกระดับซีรีส์โปเกมอน ให้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการผสมผสานกราฟิกที่สวยงามของเครื่อง Game Boy Advance เข้ากับระบบการเล่นที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความคลาสสิกของเกมภาค Sapphire ก็ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมใหม่ ที่เป็นมาตรฐานของเกมแฟรนไชส์นี้ไปแล้ว
สำหรับการเล่นเกมโปเกมอนภาค Sapphire ในปัจจุบันวิธีที่สะดวกที่สุด คือการเล่นผ่านเครื่อง Nintendo 3DS อย่างภาค Alpha Sapphire ซึ่งเป็นการนำตัวเกมดั้งเดิมมาปัดฝุ่นใหม่ให้มีกราฟิกที่สวยงามและทันสมัยยิ่งขึ้น แต่หากใครที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศคลาสสิก การหาเครื่อง Game Boy Advance พร้อมตลับเกมดั้งเดิมมาเล่น ก็ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ยอดเยี่ยม
ลักษณะของตลับเกม Pokmon Sapphire ดั้งเดิมบนเครื่อง GameBoy Advance ตัวตลับจะผลิตจากพลาสติกสีน้ำเงินใส ซึ่งสามารถมองเห็นแผงวงจรด้านในได้ แตกต่างจากตลับเกมทั่วไป โดยบนสติ๊กเกอร์หน้าตลับ จะประดับด้วยรูปของโปเกมอนในตำนานประจำภาคอย่าง Kyogre บนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม ที่มีลวดลายประกายรุ้งสะท้อนแสง ที่เสริมให้ตัวตลับดูมีมูลค่า

