รีวิวเกม Pokemon Emerald เป็นเกมเจนไหน?

รีวิวเกม Pokemon Emerald

รีวิวเกม Pokemon Emerald เป็นเกมเจนที่สาม ของซีรีส์เกมโปเกมอน ที่ถือเป็นภาคสมบูรณ์ และเป็นจุดสูงสุดของยุคเครื่อง GameBoy Advance โดยเป็นการนำจุดเด่นของเกมเจนสาม ที่เปิดให้บริการก่อนสองภาค เอามารวมกันได้อย่างลงตัว พร้อมกับขยายเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แถมยังมีการปรับปรุงฟีเจอร์การต่อสู้ และระบบต่าง ๆ ให้มีความลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย

  • Pokemon Emerald เริ่มจำหน่ายเมื่อไหร่?
  • โปเกมอนภาค Emerald สองภาคเปิดก่อนคือ?
  • ตัวร้ายในภาค Emerald มีสองทีม

เกม Pokemon Emerald เริ่มจำหน่ายเมื่อไหร่?

ตัวเกมโปเกมอนภาค Emerald วางจำหน่ายครั้งแรก เมื่อปี 2004 โดยเป็นการจำหน่ายให้กับประเทศญี่ปุ่นก่อน แล้วจึงเริ่มวางจำหน่ายทั่วโลก เมื่อปี 2005 ที่เป็นเกมสุดท้ายของ เกมโปเกมอนเจนที่ 3 ซึ่งถูกพัฒนาโดย Game Freak และนำไปจัดจำหน่ายโดย The Pokemon Company และ Nintendo (7 พฤษภาคม 2026) [1] โดยตัวเกมถือเป็นภาคเสริม ที่ประสบความสำเร็จมาก เพราะมีการเพิ่มเนื้อหาที่น่าสนใจ

แถมยังมีระบบใหม่ ๆ ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และมีการนำเสนอโปเกมอนระดับตำนานอย่าง Rayquaza ที่ได้เข้ามามีบทบาทในเนื้อเรื่อง พร้อมกับปรับปรุงความสามารถของโปเกมอนหลายตัวให้สมดุลยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตัวเกมโปเกมอนภาค Emerald กลายเป็นภาคที่ปิดตำนาน ของเกมเจนที่ 3 ได้สมบูรณ์ที่สุด

โปเกมอนภาค Emerald สองภาคที่เปิดก่อนคือ?

ในเกมโปเกมอนเจนสาม สองภาคแรกที่เปิดตัวก่อนภาค Emerald นั้น ได้แก่ภาค Ruby และ รีวิวเกม Pokemon Sapphire ซึ่งเป็นสองภาคแรก ของเกมโปเกมอนเจนสาม ที่เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2002 และจำหน่ายให้ทั่วโลกในปี 2003 แถมยังมีตัวเกมที่ถูกสร้างใหม่ ที่เปิดให้กับเครื่องเกม Nintendo 3DS เมื่อปี 2014 โดยใช้ชื่อภาคว่า Omega Ruby และ Alpha Sapphire (11 เมษายน 2026) [2]

โดยการกลับมาในรูปแบบที่สร้างเกมใหม่ บนเครื่อง 3DS นี้ ได้มีการยกระดับกราฟิกสู่รูปแบบสามมิติ อีกทั้งยังมีการเพิ่มระบบ Mega Evolution เข้ามาเสริมความสนุกในการต่อสู้ เพื่อให้มีความลุ่มลึกยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มเนื้อเรื่องเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ที่ช่วยขยายเรื่องราวของโปเกมอนในตำนาน ให้มีความชัดเจนกว่าเดิม ซึ่งเติมเต็มประสบการณ์การผจญภัยในภูมิภาคโฮเอ็น ให้ยอดเยี่ยมกว่าช่วงแรกแน่นอน

การเล่น Pokemon Emerald เป็นอย่างไร?

สำหรับการเล่นในภาค Emerald นั้น ยังคงให้ผู้สวมบทบาทเป็นเทรนเนอร์ ที่จะต้องออกสะสมเข็มกลัด จากหัวหน้ายิมทั้ง 8 แห่ง เพื่อไปท้าชิงตำแหน่งแชมป์เปี้ยน แต่สิ่งที่ทำให้ภาคนี้พิเศษกว่า ก็คือการปรับปรุงระบบการเล่นให้ลื่นไหล และมีมิติมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อสู้แบบ Double Battle หรือการดวลโปเกมอนแบบ 2 ต่อ 2 ที่ถูกนำมาใช้ในเนื้อเรื่อง เพื่อให้ผู้เล่นวางกลยุทธ์ได้เต็มที่

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เป็นแชมป์เปี้ยนแล้ว เป้าหมายหลักของผู้เล่น ก็คือการสะสมโปเกมอนให้ครบสมบูรณ์ใน Pokedex รวมถึงการเสาะหาโปเกมอนหายาก และโปเกมอนในตำนาน ที่การตามจับแต่ละตัวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะจะมีเหล่าตัวร้าย ที่มาจากภาคหลักก่อนหน้าคอยขัดขวาง และพยายามปลุกโปเกมอนในตำนานขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนสมดุลทางธรรมชาติ

ตัวร้ายในโปเกมอนภาค Emerald มีสองทีม

รีวิวเกม Pokemon Emerald

จากแหล่งข้อมูลที่นำมาอ้างอิง ได้ระบุเอาไว้ว่า ภายในเกมภาค Emerald ศัตรูหลักที่ผู้เล่นต้องเผชิญ จะมีสองทีม ซึ่งได้แก่ Team Magma และ Team Aqua ที่แต่ละทีมตัวร้ายนั้น จะสามารถปลุกโปเกมอนในตำนานได้คนละตัว ได้แก่ Groudon และ Kyogre แต่โปเกมอนในตำนานทั้งสองตัว ไม่ได้เชื่อฟังเหล่าทีมตัวร้ายทั้งสองทีมเลย แต่กลับต่อสู้กันเอง จนทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป

ทำให้ผู้เล่นต้องไปปลุกโปเกมอนในตำนานอีกหนึ่งตัว ซึ่งได้แก่ Rayquaza เพื่อทำให้โปเกมอนในตำนาน Groudon และ Kyogre หยุดต่อสู้กัน (สืบค้นเมื่อ 11 พฤษภาคม 2026) [3] และกลับคืนสู่ความสงบตามเดิม ซึ่งเหตุการณ์นี้ ถือเป็นจุดพีคของเนื้อเรื่องในเกมโปเกมอนภาค Emerald ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ของโปเกมอนในตำนาน ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งยกระดับความตื่นเต้นของเนื้อเรื่องได้อย่างมหาศาล

เกมโปเกมอน Emerald มีโปมอนที่หายไป

โปเกมอนที่ปรากฏในเกมภาค Ruby และ Sapphire แต่ไม่ได้ถูกนำมายังเกม Emerald นั้น ที่หายไปก็จะมี Surskit, Masquerain, Meditite, Medicham, Roselia, Zangoose และ Lunatone ซึ่งการที่โปเกมอนบางตัวหายไปนั้น ถือเป็นกุศโลบายของเกมโปเกมอน ที่จะกระตุ้นให้ผู้เล่น เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้เล่น เพื่อช่วยกันเติมเต็มโปเกมอน ภายในเกมภาค Emerald

ทำให้การจะครอบครองโปเกมอนทั่วไป และโปเกมอนหายากให้ครบทุกตัวนั้น จำเป็นต้องพึ่งพามิตรภาพ และการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกลุ่มผู้เล่น ซึ่งการขาดหายไปของโปเกมอนบางตัวนั้น ไม่ใช่ข้อบกพร่องของตัวเกม แต่จะเปลี่ยนการเล่นเกมคนเดียว ให้กลายเป็นการผจญภัยร่วมกัน และเป็นการตอกย้ำเป้าหมายที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ผ่านเนื้อเรื่องเพียงอย่างเดียว

แลกเปลี่ยนโปเกมอนใน Emerald ใช้อุปกรณ์เสริม

การแลกเปลี่ยนโปเกมอนในภาค Emerald บนเครื่อง GameBoy Advance นั้น จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมที่สำคัญ อย่างสาย GameBoy Advance Game Link Cable เพื่อเชื่อมต่อระหว่างสองเครื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการรับส่งข้อมูลในยุคนั้น แต่ก็ได้มีการเพิ่มอุปกรณ์เสริมรุ่นใหม่อย่าง GameBoy Advance Wireless Adapter หรือตัวรับส่งสัญญาณไร้สาย

ที่ใช้เสียบเข้ากับช่องเสียบด้านบนของตัวเครื่อง Game Boy Advance โดยไม่ต้องใช้สายเชื่อมต่อให้วุ่นวายอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก ในเกมโปเกมอนเจนสาม ที่อนุญาตให้ผู้เล่นหลายคน สามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์พร้อมกัน ในพื้นที่เสมือนจริงภายในเกม ซึ่งมันช่วยลดขีดจำกัดด้านสถานที่ และทำให้สังคมของเกมโปเกมอน เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น

รีวิวเกม Pokemon Emerald โดยสรุป

โดยสรุปแล้ว Pokemon Emerald คือภาคที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ ตัวเกมโปเกมอนเจนที่สาม ด้วยการรวบรวมเนื้อเรื่องจากภาค Ruby และ Sapphire มาขัดเกลาใหม่ เพื่อให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เพราะมาพร้อมกับทีมตัวร้านสองทีม ที่ผู้เล่นจะต้องหยุดยั้งแผนการร้ายให้ได้ แถมยังมีระบบ Double Battle ที่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยยกระดับกลยุทธ์การเล่น เพื่อให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

เกมโปเกมอน Emerald ปัจจุบันเล่นได้ที่ไหน?

ในปัจจุบันปีนี้ การกลับไปเล่นเกมโปเกมอนภาค Emerald หากมีเครื่อง Game Boy Advance หรือ Nintendo DS รุ่นเก่า ก็ยังคงใช้ตลับเกมดั้งเดิมเล่นได้ปกติ แต่หากไม่มี ก็สามารถหาซื้อตามร้านค้าออนไลน์ หรือร้านค้าเกมมือสองได้เช่นกัน แต่ราคาของตัวเครื่องเกม และตลับเกม จะขึ้นอยู่กับสภาพ ซึ่งหากสภาพดี ราคาก็จะแพงกว่าสภาพแย่ ๆ แน่นอน

ตลับเกมโปเกมอน Emerald ปกเป็นอย่างไร?

ตลับเกม Pokemon Emerald ของแท้บนเครื่อง Game Boy Advance มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยตัวตลับพลาสติกสีเขียวแบบโปร่งแสง ที่สามารถมองเห็นแผงวงจรด้านใน โดยสติกเกอร์หน้าตลับ จะใช้กระดาษฟอยล์สีเงินสะท้อนแสงแวววาว ตรงกลางสติกเกอร์เป็นรูปของโปเกมอนในตำนาน อย่าง Rayquaza ที่เป็นสัญลักษณ์หลักประจำภาคนี้

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง