รีวิวเกม Pokemon Diamond เหมือนเจนก่อนไหม?

รีวิวเกม Pokemon Diamond

รีวิวเกม Pokemon Diamond ไม่เหมือนทั้งหมด เพราะมีการเล่าเรื่องราวใหม่ ตัวร้ายใหม่ และโปเกมอนในตัวใหม่มากมาย รวมถึงโปเกมอนในตำนาน ที่สามารถควบคุมมิติ และเวลาด้วย ซึ่งความสดใหม่ของเนื้อเรื่อง ตัวร้าย และพรรคพวกหน้าใหม่จากเกมเจนที่สี่นี้ ได้มอบประสบการณ์ที่แตกต่าง และน่าตื่นเต้นไปจากตัวเกมเจนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น

  • เกม Pokemon Diamond จำหน่ายที่ไหน?
  • โปเกมอน Diamond พล็อตเรื่องว่าอย่างไร?
  • เกมโปเกมอนภาค Diamond มียิมใหม่

เกม Pokemon Diamond เริ่มจำหน่ายที่ไหน?

ตัวเกมโปเกมอนภาค Diamond จะเริ่มจำหน่ายพร้อมกับภาค Pearl ที่มีการประกาศในงานแถลงข่าวของ Nintendo เมื่อปลายปี 2004 ที่ในตอนแรกนั้น มีการวางแผนว่า จะจำหน่ายในญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2005 แต่ก็มีการเลื่อนไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2006 ก่อนที่จะมีการจำหน่ายต่อให้กับอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และยุโรป เมื่อปี 2007 ซึ่งเป็นเกมสำหรับเครื่อง Nintendo DS

โดยยอดขายเกมโปเกมอนเจนที่สี่ มีการระบุเอาไว้ว่า สามารถขายได้ประมาณ 18 ล้านชุด ซึ่งมากกว่าตัวเกมเจนก่อนหน้าหลายภาค จึงส่งผลให้ตัวเกมโปเกมอนภาค Diamond และภาค Pearl เป็นหนึ่งในภาคของเกมโปเกมอน ที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน แถมทั้งสองภาค ยังมีการนำกลับไปทำไปใหม่ โดยใช้ชื่อภาคว่า Brilliant Diamond และ Shining Pearl เมื่อปี 2021 อีกด้วย (9 ธันวาคม 2025) [1]

เกมโปเกมอนภาค Diamond พล็อตเรื่องว่าอย่างไร?

สำหรับพล็อตเรื่อง เนื้อเรื่องเกม Pokemon Gen 4 ภาคนี้ ก็ยังคงเหมือนกับตัวเกมเจนก่อน ๆ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ การผจญภัยของเทรนเนอร์โปเกมอนมือใหม่ ที่มุ่งมั่นที่จะเป็นแชมป์โปเกมอนลีก ด้วยการสะสม และฝึกฝนเหล่าโปเกมอนเริ่มต้น และโปเกมอนป่าที่จับมา ซึ่งก็เช่นเดียวกับเกมส่วนใหญ่ในซีรีส์โปเกมอน ที่จะมีโรงยิมแปดแห่ง ที่นำโดยเทรนเนอร์มืออาชีพ 8 คน ที่มีความเชี่ยวชาญโปเกมอนแตกต่างกัน

และเมื่อเอาชนะได้ ก็จะได้รับเหรียญตราโรงยิมนั้น ๆ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินเรื่องราว ไปจนถึงตอนจบของเกม และนอกจากนี้ ก็จะต้องขัดขวางแผนการร้าย ของเหล่าตัวร้ายกลุ่มใหม่ ที่วางแผนจะใช้โปเกมอนในตำนาน ทำลายจักรวาลเดิม และสร้างจักรวาลใหม่ขึ้นมา (สืบค้นเมื่อ 25 พฤษภาคม 2026) [2] ตามอุดมคติอันบิดเบี้ยวของหัวหน้ากลุ่มตัวร้าย ที่ต้องการกำจัดจิตใจของมนุษย์ให้หมดสิ้นไป

ในเกมภาค Diamond มีโปเกมอนตำนานอะไรบ้าง?

ในตัวเกมภาค Diamond มีการเปิดตัวโปเกมอนระดับตำนานมากมาย โดยตัวชูโรงประจำภาค ก็คือ Dialga โปเกมอนมังกรเหล็ก ผู้มีพลังควบคุมเวลา ซึ่งผู้เล่นจะได้พบตามเนื้อเรื่องหลัก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสามผู้พิทักษ์แห่งทะเลสาบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพล็อตเรื่อง ได้แก่ Uxie, Mesprit และ Azelf จากนั้นเมื่อผู้เล่นจบเนื้อเรื่องหลักทั้งหมดแล้ว ก็สามารถตามหาโปเกมอนตำนานตัวอื่นได้อีก

แต่โปเกมอนตำนานตัวอื่นนั้น จะมีเงื่อนไขในการได้รับแตกต่างกัน โดยโปเกมอนในตำนานที่มีเงื่อนไขเฉพาะ ก็จะมี Giratina, Heatran, Regigigas, Cresselia, Manaphy, Phione, Darkrai, Shaymin และ Arceus โปเกมอนผู้สร้างที่เปรียบเสมือนพระเจ้าของโลกโปเกมอน ส่วน Palkia ตัวชูโรงประจำภาค Pearl จะต้องทำการแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นอื่น เพื่อสะสมโปเกมอนให้ครบ

เกมโปเกมอนภาค Diamond มียิมใหม่แปดแห่ง

รีวิวเกม Pokemon Diamond

สำหรับยิมใหม่ทั้งแปดแห่ง ในเกมโปเกมอนภาคที่กล่าวถึงนี้ อย่างที่บอกไปว่า แต่ละยิมจะใช้โปเกมอนที่เชี่ยวชาญแตกต่างกัน โดยยิมแรกนั้น ได้แก่ Roark ที่ใช้โปเกมอนประเภทหิน Gardenia ใช้ประเภทหญ้า Maylene ใช้ประเภทต่อสู้ Crasher Wake ใช้ประเภทน้ำ Fantina ใช้ประเภทผี Byron ใช้ประเภทเหล็ก Candice ใช้ประเภทน้ำแข็ง และสุดท้าย Volkner ใช้ประเภทไฟฟ้า

และเมื่อเอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้แล้ว ผู้เล่นก็ได้เจอกับ Elite Four คนใหม่ ที่นำโดย Aaron ใช้โปเกมอนประเภทแมลง Bertha ใช้ประเภทดิน Flint ประเภทไฟ และ Lucian ประเภทพลังจิต ส่วนแชมป์ที่จะได้เจอในภาคนี้ ก็คือ Cynthia ซึ่งเขาถนัดการใช้โปเกมอนหลากหลายประเภท (25 พฤษภาคม 2569) [3] ทำให้การรับมือกับแชมป์ในภาคนี้ ค่อนข้างที่จะยาก และต้องเตรียมแผนการมาให้พร้อม

โปเกมอนเฉพาะในภาค Diamond ต่างจาก Pearl

จากแหล่งข้อมูลบนโลกออนไลน์ โปเกมอนในภาค Diamond และภาค Pearl มีโปเกมอนป่าเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่งในตัวเกมภาค Diamond โปเกมอนป่าที่ผู้เล่นจะได้พบนั้น ก็จะมี Seel, Dewgong, Scyther, Murkrow, Scizor, Larvitar, Pupitar, Tyranitar, Poochyena, Mightyena, Aron, Lairon, Aggron, Kecleon, Cranidos, Rampardos, Honchkrow, Stunky และ Skuntank

ส่วนในภาค Pearl โปเกมอนที่ผู้เล่นจะได้เจอนั้น ได้แก่ Slowpoke, Slowbro, Pinsir, Slowking, Misdreavus, Houndour, Houndoom, Stantler, Spheal, Sealeo, Walrein, Bagon, Shelgon, Salamence, Shieldon, Bastiodon, Mismagius, Glameow และสุดท้าย Purugly ซึ่งหากจะเก็บโปเกมอนในเจนนี้ให้ครบทุกตัว ผู้เล่นจะต้องทำการแลกเปลี่ยนกับอีกภาคนั่นเอง

โปเกมอนภาค Diamond แลกเปลี่ยนโปเกมอนง่ายขึ้น

เพราะเกมโปเกมอนในเจนนี้ จะให้บริการบนเครื่อง DS ที่สามารถรองรับ Wi-Fi จึงทำให้ผู้เล่นสามารถแลกเปลี่ยนโปเกมอนได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายต่อเพิ่มเติม ที่เหมือนกับตัวเกมโปเกมอนเจนก่อนหน้า แถมยังสามารถต่อสู้ และสื่อสารกับผู้เล่นอื่นได้อีกด้วย แต่ฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดในภาคนี้ คือระบบ GTS หรือที่เรียก Global Trade Station

ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นจากทั่วทุกมุมโลก สามารถนำโปเกมอนของตัวเอง ไปฝากไว้ในระบบออนไลน์ได้เป็นครั้งแรก เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนกับผู้เล่นคนอื่น ทำให้การตามเก็บสะสมโปเกมอนให้ครบ รวมถึงการหาโปเกมอนสายพันธุ์หายาก กลายเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย และไร้พรมแดนกว่ายุคก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ฟีเจอร์เหล่านี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนต่อ

รีวิวเกม Pokemon Diamond โดยสรุป

โดยสรุปแล้ว ตัวเกมโปเกมอนภาคที่กล่าวถึงในบทความนี้ ถือเป็นภาคที่สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และเป็นยกระดับซีรีส์ของเกมโปเกมอนให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น แม้ตัวเกมจะยังคงรักษาเสน่ห์ และพล็อตเรื่องตามสูตรสำเร็จเดิม ๆ ที่จะต้องออกเดินทางเพื่อเป็นแชมป์เปี้ยน และการขัดขวางองค์กรร้ายเอาไว้ แต่การมาพร้อมกับระบบใหม่มากมาย ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในภาคที่ตราตรึงใจ

เกมโปเกมอน Diamond ปัจจุบันเล่นที่ไหนได้บ้าง?

ในปัจจุบัน หากต้องการเล่นเกมโปเกมอนภาค Diamond จะสามารถเลือกได้ตามเครื่องเกมที่มีสองหน้าจอ ได้แก่ Nintendo DS, DS Lite, DSi, DSi XL รวมถึงเครื่องรุ่นถัดมาอย่าง Nintendo 3DS และ 2DS ทุกรุ่น ที่รองรับการเล่นแผ่นเกมย้อนหลัง แต่ก็สามารถโหลดเล่นแบบผิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นการเล่นผ่านโปรแกรมจำลองเครื่องเกม ที่ไม่ค่อยเสถียร

เกมโปเกมอน Diamond ปกกล่องเป็นอย่างไร?

ปกกล่องเกม และสติกเกอร์บนตลับเกมภาค Diamond จะโดดเด่นด้วยรูปของโปเกมอน Dialga โดยมีพื้นหลังของปกเป็นลวดลายกราฟิกสีน้ำเงินเข้ม ที่ตัดกับประกายแสงระยิบระยับ เพื่อให้เหมือนกับชื่อภาค ส่วนด้านบนสุดจะมีโลโก้คำว่า Pokemon สีเหลืองน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ และถัดลงมาด้านล่าง จะมีชื่อภาคเขียนว่า Diamond Version ที่เป็นสีเงินแวววาวประกายเพชรชัดเจน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง