
พาไปดูว่า ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 มีอะไรบ้าง?
- Chono
- 26 views

ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศทั่วโลกแห้งแล้ง มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์ และที่สำคัญ เศรษฐกิจการเกษตร จะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งรายละเอียดเนื้อหาบทความบทนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักเอลนีโญ และวิธีการรับมือปรากฏการณ์ดังกล่าว
สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ คือสภาวะที่ตรงกันข้ามกับลานีญา เป็นปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 2-7 ปี และจะกินระยะเวลาตั้งแต่ 9-12 เดือน ซึ่งเอลนีโญ เกิดจากลมค้า (Trade Winds) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ที่อ่อนกำลังลง แทนที่จะพัดไปทางฝั่งตะวันตก ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นไหลย้อนกลับ
โดยนักวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาระบุปรากฏการณ์นี้ว่า ในปี 2026 จะเป็นการรวมตัวของวิกฤต จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การกลับมาของซูเปอร์เอลนีโญ ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเล จะมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 2 องศาเซลเซียส จากข้อสงสัยว่า เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม คำตอบก็คือจริง ทำให้บรรยากาศโลก เกิดการสะสมความร้อนอย่างรวดเร็ว
ภาวะโลกร้อนสะสม หรือ Global Warming มาจากก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงปกติอยู่แล้ว บวกกับปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงกลายเป็นตัวเร่งให้อุณหภูมิ พุ่งทะลุเพดาน หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทย อาจมีอุณหภูมิสูงถึง 45-48 องศาเซลเซียส สังเกตในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา (21 เมษายน 2026) [1]
โดยปกติแล้ว เหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน หรือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร จะมีลมค้าตะวันออกพัดปกคลุมเป็นประจำ ลมนี้จะพัดพาผิวหน้าน้ำทะเลที่อุ่น จากทางตะวันออก ไปสะสมอยู่ทางตะวันตก ทำให้บรรยากาศเหนือบริเวณแปซิฟิกตะวันตก มีความชื้น เนื่องจากกระบวนการระเหยของน้ำ
ในขณะที่ทางตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร มีการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่าง ขึ้นไปยังผิวน้ำ และทำให้เกิดความแห้งแล้งบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้ แต่เมื่อลมค้าตะวันออก มีกำลังที่อ่อนกว่าปกติ ลมที่พัดปกคลุมบริเวณนี้ จะเปลี่ยนทิศทางจากตะวันออก เป็นตะวันตกทันที ทำให้เกิดคลื่นใต้ผิวน้ำที่พัดเอามวลน้ำอุ่น ไปแทนที่น้ำเย็น
และปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้น ส่วนมากน้ำที่อุ่นผิดปกติ จะปรากฏครั้งแรก บริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ และเปรู ภายในเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง จะแตกต่างกันออกไป เช่น ในปี 2525-2526 อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลชายฝั่งอเมริกาใต้ เริ่มอุ่นขึ้นช้ากว่ารูปแบบปกติ
สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ เกิดจากที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลาง และตะวันออก ของมหาสมุทรแปซิฟิก ในเขตศูนย์สูตร เกิดการอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรง จนทำให้เกิดอุทกภัย บริเวณชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ แต่ในทางกลับกัน จะเกิดความแห้งแล้ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียตอนเหนือ
และสำหรับปรากฏการณ์ลานีญา จะเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำ ในแถบทะเลบริเวณตอนกลาง และตะวันออกตอนกลาง ของมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เขตศูนย์สูตร มีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ประมาณ -0.5 องศาเซลเซียส มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 2-3 ปี ส่งผลระยะเวลานานถึง 12 เดือน เกิดความแห้งแล้งจากตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับประเทศไทย หากได้รับผลกระทบปรากฏการณ์เอลนีโญ จะก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนน้อยลงกว่าปกติ และอุณหภูมิสูงกว่าปกติเกือบเท่าตัว แต่สำหรับผลกระทบ ของปรากฏการณ์ลานีญา จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ และอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ (19 เมษายน 2024) [2]

ประเทศไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งครั้งใหญ่ หลังจากซูเปอร์เอลนีโญ ทวีความรุนแรงมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ค่าความผันแปรที่รุนแรงกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ความน่าจะเป็นในการปรับตัวสูงขึ้น กระโดดจากร้อยละ 40% ไปสู่ร้อยละ 92-98% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน
จากข้อมูลสรุปสถานการณ์ และการเฝ้าระวัง ในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ปริมาณน้ำที่ประเทศไทยสามารถใช้ได้ ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เหลือเพียงแค่ 6,511 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 36% ของความจุที่สามารถใช้งานได้ ซึ่งถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงครึ่งปีหลัง
ในภาคเกษตรกรรม พืชผลที่เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูก จะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี กว่า 66.12 ล้านไร่ กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเจริญเติบโต ในระหว่างเดือนมิถุนายน ไปจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล อาจทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกลดลงไปกว่า 5,000,000 ตัน (5 มิถุนายน 2026) [3]
สรุปแล้ว ตามที่เราได้นำเสนอเอาไว้ข้างต้นไปว่า ผลกระทบความรุนแรง ของปรากฏการณ์เอลนีโญ 2026 ที่ทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ทำให้ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีอุณหภูมิพุ่งสูง ส่งผลให้เกิดภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร
ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในช่วงเวลานี้ โดยทั่วไป อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้น 0.5 องศาเซลเซียส แต่ในปัจจุบันนี้ อาจมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก พุ่งสูงขึ้นกว่า 1.45-1.55 องศาเซลเซียส
การรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่ทำงานเป็นเกษตรกร ได้แก่ การกักเก็บน้ำ คลุมหน้าดิน ปรับเปลี่ยน และเฝ้าระวังสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเน้นไปที่การขุดสระสำรองน้ำใช้งาน เพื่อชดเชยในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง และการคลุมหน้าดิน ที่จะช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนจัดได้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

