
เจาะลึก ประวัติ Viktor Vekselberg เป็นยังไง
- Blackcat
- 7 views

ประวัติ Viktor Vekselberg เป็นยังไง Viktor Vekselberg เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีพันล้าน และนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลชาวรัสเซีย ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของรัสเซียยุคหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย

Viktor Vekselberg สร้างรากฐานความมั่งคั่งจากการเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมและพลังงานผ่านการก่อตั้งกลุ่มทุน Renova Group ควบคู่กับการเป็นผู้สะสมงานศิลปะล้ำค่าระดับโลกอย่างไข่ฟาร์แบร์เช ก่อนจะกลายมาเป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่มีความใกล้ชิดกับทำเนียบเครมลิน
Viktor Felixovich Vekselberg คือ นักธุรกิจและมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล เกิดวันที่ 14 เมษายน 1957 ในเมืองโดรโฮบิช SSR ของยูเครน สหภาพโซเวียต (บางรายงานจะระบุว่าเขาเกิดในเมืองลวีฟ) ในส่วนของการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาจาก Russian University of Transport ในปี 1979
หลังจากนั้นก็ทำงานเป็นนักวิจัย และหัวหน้าห้องปฏิบัติการของสำนักงานออกแบบปั๊มไร้ก้านสูบ “Konnas” ในด้านของชีวิตส่วนตัว เขาแต่งงานกับ Marina และมีบุตรร่วมกัน 2 คน ตัวเขานั้นอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนลูกสาวและหลานชายอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก
ที่มา: Viktor Vekselberg (5 มีนาคม 2026) [1]
โอกาสครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในช่วง 1988 หลังจากรัฐบาลกอร์บาชอฟ ผ่อนคลายข้อจำกัดทางธุรกิจลง และมีการประกาศใช้นโยบาย “เปเรสตรอยกา” ซึ่งเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เปิดทางให้เอกชนเริ่มทำธุรกิจได้ทำให้ Viktor Vekselberg ตัดสินใจจับมือกับเพื่อนอย่าง Leonard Blavatnik
ก่อตั้ง Renova Group ขึ้นในปี 1990 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยบริษัทนั้นจะประกอบธุรกิจหลายด้านไม่ว่าจะเป็น พลังงานโทรคมนาคม อะลูมิเนียม น้ำมันและอื่น ๆ โดยจะดำเนินธุรกิจหลักในรัสเซีย แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช
โดยสินทรัพย์หลักของกลุ่มบริษัทคือ การถือหุ้นในบริษัทน้ำมัน TNK-BP และ บริษัทผลิตอะลูมิเนียม RUSAL และในปี 2010 บริษัทได้ทำข้อตกลงเพื่อให้เงินทุนสนับสนุนกับ Fort Ross โดยเป็นบริษัทแม่ของบริษัทลงทุนเอกชนอย่าง Columbus Nova
ที่มา: Renova Group (16 มิถุนายน 2026) [2]

วิกเตอร์ เว็กเซลเบิร์ก สร้างความมั่งคั่งมหาศาล จากการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม น้ำมัน และการลงทุนเทคโนโลยีในต่างประเทศ ผ่านกลุ่มบริษัท Renova ของเขา อย่างไรก็ตาม
อุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิตคือการถูกสหรัฐอเมริกา และชาติตะวันตกประกาศคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทรัพย์สินและบัญชีธนาคารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในต่างประเทศถูกระงับ ทั้งยังสร้างความติดขัด ในการดำเนินธุรกิจระดับสากลอย่างหนัก
ในอดีตเขาได้รับฉายาว่า ราชาอะลูมิเนียมและพลังงาน จริง เนื่องจากในยุคทศวรรษ 1990 ที่เกิดกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน (Privatization) เขาสร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากการเข้าซื้อโรงงานถลุงแร่อะลูมิเนียมหลายแห่งทั่วรัสเซีย แล้วนำมาควบรวมกันภายใต้ชื่อบริษัท SUAL
ต่อมาในปี 2007 เขาได้ทำการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์กับกลุ่มสินทรัพย์ของ โอเลก เดริปาสกา (Oleg Deripaska) จนกลายสภาพเป็น UC RUSAL ซึ่งขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอะลูมิเนียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในปี 2004 Viktor Vekselberg ได้สร้างชื่อเสียงด้วยการซื้อไข่ฟาแบร์เช
ของราชวงศ์โรมานอฟจำนวน 9 ฟองจากตระกูล Forbes กลับคืนสู่รัสเซียในมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ และนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ Grokipedia
แม้ว่าเขาจะมีทรัพย์สินมหาศาล แต่การใกล้ชิดกับทำเนียบเครมลิน ก็ทำให้ Viktor Vekselberg ต้องเผชิญกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จากชาติตะวันตก ที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ระลอกใหญ่ ๆ ดังนี้
เขาคือมหาเศรษฐีโอลิการ์ชผู้สร้างความมั่งคั่งระดับหมื่นล้านดอลลาร์ จากอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม พลังงาน และการก่อตั้ง Renova Group ในยุคหลังโซเวียตล่มสลาย ทว่าความใกล้ชิดกับทำเนียบเครมลิน ทำให้เขาถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรอย่างรุนแรงทั้งในปี 2018 และ 2022 ส่งผลให้ทรัพย์สินหรูหรา และบัญชีธนาคารในต่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ถูกอายัดและแช่แข็งจนถึงปัจจุบัน
จากการประเมินและจัดอันดับมหาเศรษฐี โดยนิตยสาร Forbes มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Viktor Vekselberg มีการแกว่งตัวตามสถานการณ์อายัดทรัพย์ และการอ่อนค่าของเงินรูเบิล โดยมีมูลค่าสะสมอยู่ที่ประมาณ 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงอยู่ในอันดับที่ 323 ของโลกในปี 2026 (สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026)
ปัจจุบัน Viktor Vekselberg เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ส่งผลให้ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลรวมถึงเรือยอร์ช และอสังหาริมทรัพย์ถูกยึดหรืออายัด ซึ่งในอนาคตเขายังคงต้องดิ้นรนกับการลดสัดส่วนการถือหุ้นในต่างประเทศและปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อหลบเลี่ยงแรงกดดันทางกฎหมายและการเงินนี้ต่อไป

