
ร่วมพิสูจน์ความจริง บอลโลก 2026 ร้อนกว่า 2022 จริงไหม
- Blackcat
- 17 views

บอลโลก 2026 ร้อนกว่า 2022 จริงไหม ภาพรวมแล้วเป็นความจริง เพราะบอลโลก 2026 จัดในช่วงฤดูร้อนกลางแจ้งของทวีปอเมริกาเหนือ ขณะที่ปี 2022 ที่กาตาร์ถูกเลื่อนไปแข่งช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นกว่ามาก

เพราะปี 2026 แข่งกลางฤดูร้อนในทวีปอเมริกาเหนือที่มีแดดจัด ส่วนปี 2022 ที่กาตาร์ยอมเลื่อนไปแข่งช่วงหน้าหนาวซึ่งตรงกับช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม เพื่อเลี่ยงความร้อน
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าบอลโลกปี 2022 ไม่ร้อนเท่าปี 2026 เป็นเพราะเจ้าภาพตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าหนาวและเหตุผลที่เลื่อนนั้นก็เพราะ กาตาร์เป็นประเทศที่มีอุณหภูมิสูงมากในฤดูร้อน แม้ว่าแนวคิดนี้จะถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันบ้างในปี 2010 แต่ทางด้านของ ฟีฟ่า ก็ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ถึงสองครั้งคือ ปี 2014 และ 2015
ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่สามารถจัดการแข่งขันขึ้นได้เลยในระหว่างเดือนมิถุนายน – เดือนกรกฎาคม เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไป ซึ่งเฉลี่ยอุณหภูมิเฉลี่ย ณ สิ้นเดือนเมษายนจะอยู่ที่ประมาณ 33 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะจัดในช่วงฤดูหนาว ทางด้านของเจ้าภาพ
ก็ได้มีการพยายามแก้ปัญหาความร้อนและความชื้น ในช่วงที่จัดการแข่งขัน ด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศที่เน้นความเย็นไว้ทั่วสนามฟุตบอลแต่ละแห่ง นั่นจึงเป็นเหตุให้การแข่งขันในปี 2022 ไม่ร้อนเท่า 2026
ที่มา: เปิดเหตุผลที่ฟุตบอลโลก 2022 ต้องจัดเดือนพฤศจิกายน (17 พฤศจิกายน 2022) [1]
ฟุตบอลโลก 2026 สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ต้องรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงพีกของฤดูร้อนในทวีปอเมริกาเหนือ สถาบันวิจัยชั้นนำด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า เจ้าภาพทั้งสามต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าปกติ
อันเป็น ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 และภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยในทวีปพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม 1.55 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้เมืองเจ้าภาพทางตอนใต้ เช่น ฮิวสตัน ดัลลัส และมอนเตร์เรย์ ต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และแดดจัดสะสมตลอดทั้งวัน

ปัจจัยหลัก คือการเปลี่ยนช่วงเวลามาเตะท่ามกลางวิกฤตความร้อนสะสมในฤดูร้อนของอเมริกาเหนือ ประกอบกับการแข่งขันส่วนใหญ่ ใช้สนามระบบเปิดโล่ง (Open-air) ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีติดแอร์ทั่วทั้งสนามคอยควบคุมอุณหภูมิเหมือนตอนกาตาร์
ความแตกต่างที่สำคัญคือค่า “ดัชนีความร้อนรวมความชื้น” หรือ Wet Bulb Globe Temperature (WBGT) รายงานล่าสุดจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ World Weather Attribution (WWA) ชี้ว่า ในปี 2026 จะมีแมตช์การแข่งขันมากถึง 26 นัด จากทั้งหมด 104 นัด ที่ต้องลงเตะภายใต้ค่าดัชนี WBGT ที่สูงเกินกว่า 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์เริ่มสัญญาณอันตรายต่อร่างกายมนุษย์
และมีถึง 5 นัด ที่ความร้อนจะทะลุเกณฑ์อันตรายขั้นวิกฤต (เกิน 28 องศาเซลเซียส WBGT หรือเทียบเท่าความร้อนแห้งประมาณ 38 องศาเซลเซียส) ต่างจากปี 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งไม่มีเกมใดเลยที่ต้องเผชิญกับสภาพความร้อนชื้นสะสมรุนแรงในระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อภาวะฮีตสโตรก (Heatstroke) ขนาดนี้ (15 พฤษภาคม 2026) [2]
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฟุตบอลโลกปี 2022 กาตาร์ใช้ระบบปรับอากาศนวัตกรรมขั้นสูงเกือบทุกสนาม แต่ทว่าปี 2026 จากจำนวน 16 สนามแข่งขัน มีสนามที่ติดตั้งระบบหลังคาปิดและระบบปรับอากาศภายใน (Air-conditioned Stadium) เพียงแค่ 3 สนาม ได้แก่
นอกจากสามสนามยังมีอีกราว ๆ 2 สนามที่มีหลังคาปิดหรือออกแบบกึ่งเปิด-ปิด เพื่อกันสภาพอากาศด้วยแต่ไม่มีระบบการปรับอากาศ ดังนี้
ในส่วนของสนามที่ใช้ในการแข่งขันในศึกฟุตบอลโลก 2022 ระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน ถึง 18 ธันวาคม แข่งขันกันทั้งหมด 64 แมตช์ จะแข่งขันกันในสนามทั้งหมด 8 แห่ง
ซึ่งความจุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 47,500 ที่นั่ง สูงสุดที่ 80,000 ที่นั่ง และมี 7 สนามที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ได้แก่ สนามลูเซล สนามอัลบายต์ สนามอัลจานอบ สนามอัลทูมามา สนามเอดูเคชันซิตี้ สเตเดียม 974 และ สนามอาห์หมัด บิน อาลี (21 ตุลาคม 2022) [3]
สรุปคือ บอลโลก 2026 ร้อนกว่า 2022 จริงเพราะแข่งกลางฤดูร้อนอเมริกาเหนือในสนามเปิดโล่ง ไร้ระบบปรับอากาศควบคุมความร้อนชื้นเกือบทั้งหมด ต่างจากกาตาร์ที่เลื่อนไปแข่งหน้าหนาวและติดตั้งแอร์ครบครัน
เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตจากภาวะขาดน้ำ และโรคลมแดด องค์กรกำกับดูแลและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับมาตรการรับมืออย่างเข้มงวด ดังนี้
หากโลกอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2050 เป็นไปได้สูงว่าสนามส่วนใหญ่ ในอเมริกาเหนือจะจัดบอลโลกหน้าร้อนไม่ได้อีกต่อไป จนอาจต้องปรับโมเดลถาวร เช่น เลี่ยงแดดบ่าย ติดระบบคุมอุณหภูมิ หรือย้ายไปจัดแถบซีกโลกใต้แทน

