เจาะลึก กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการลงทุนหลายสายแต่ก็จะมีนักลงทุนเด่น ๆ ในแต่ละสายเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Value), เจนเซน หวง กับ อีลอน มัสก์ (AI & Tech), เคน กริฟฟิน (Hedge Fund) และ ฉางเผิง จ้าว (Digital Asset) เป็นต้น

  • ทำไมต้องติดตามกลุ่มนักลงทุนในยุคนี้?
  • การลงทุนและกลุ่มนักลงทุนคืออะไร?
  • กลุ่มนักลงทุนในปัจจุบันที่น่าสนใจมีใครบ้าง?

ทำไมต้องติดตามกลุ่มนักลงทุนในยุคนี้?

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง เพื่อจับทิศทางการไหลของเม็ดเงินโลกล่วงหน้า ช่วยให้เราคาดการณ์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI หรือ Deep Tech ได้แม่นยำ เพื่อปรับตัวและเอาตัวรอดในยุคที่เทคโนโลยี เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

การลงทุนและกลุ่มนักลงทุนคืออะไร?

  • การลงทุน (Investment) คือ การจัดสรรทรัพยากรหรือเงินทุนในปัจจุบันไปสู่สินทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร โภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ทางเลือก โดยยอมรับความเสี่ยงเพื่อคาดหวังผลตอบแทน (Yield) หรือการเติบโตของเงินทุน (Capital Gain) ในอนาคตที่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ รูปแบบของสินเชื่อ และการกู้ยืม เกิดขึ้นในช่วง เมโสโปเตเมียโบราณ และมีการรวบรวมกฎระเบียบที่เป็นทางการมากขึ้น และปรากฏในประมวลกฎหมายฮัมมูราบี ขึ้นราว ๆ ปี 1754 ก่อนคริสตกาล ซึ่งทั้งหมดนี้รวมถึงบัญญัติหลายประการ เช่น ควบคุมเงินกู้ อัตราดอกเบี้ยสูงสุด สิทธิของเจ้าหนี้และลูกหนี้ และการควบคุมเงินกู้ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เริ่มพัฒนาและมีการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัมในปี ค.ศ. 1602 (14 มิถุนายน 2026) [1]
  • กลุ่มนักลงทุน หมายถึง การจัดหมวดหมู่ของผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนตามพฤติกรรม รูปแบบการบริหารความเสี่ยง ขนาดของหน้าตัก (AUM) และกรอบเวลาในการถือครองสินทรัพย์ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีบทบาทในการสร้างสภาพคล่อง และชี้นำราคาสินทรัพย์ในจังหวะเวลาที่แตกต่างกัน

ประเภทนักลงทุนในตลาดมีอะไรบ้าง?

  • ขนาดของเงินทุนและสถานะทางกฎหมาย ได้แก่ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investors), นักลงทุนบุคคลในประเทศ (Local Investor), นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) และนักลงทุนรายใหญ่ / ผู้มีทรัพย์สินสูง (Accredited / High Net Worth Investors – HNWI)
  • ระยะเวลาและพฤติกรรมการลงทุน ได้แก่ นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor), นักลงทุนห่านทองคำ (Yield Investor), นักลงทุนโมเมนตัม (Momentum Investor), นักเก็งกำไร (Speculator) อ่านข้อมูลแบบละเอียดต่อได้ที่ Finnomena
  • แบ่งตาม “กลยุทธ์และเครื่องมือที่ใช้” (Strategy) ได้แก่ นักลงทุนสายโมเดลและระบบ (Quantitative / Algorithmic Investors) เครื่องมือหรือกลยุทธ์ เช่น เช่น Robot Trade หรือระบบ AI ต่อมา นักลงทุนสายจับเสือมือเปล่า (Arbitrageurs) จะเป็นนักลงทุนที่เน้นมองหา “ส่วนต่างของราคา” ในสินทรัพย์ชนิดเดียวกันแต่อยู่คนละตลาด

กลุ่มนักลงทุนยุคใหม่ที่น่าจับตา

นอกเหนือจากผู้เล่นในกระดานซื้อขายแบบดั้งเดิมแล้ว กลุ่มทุนที่กำลังทรงอิทธิพลอย่างสูงในทศวรรษนี้คือ Corporate Venture Capital (CVC) และ Private Equity (PE) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่เน้นเข้าซื้อหุ้นนอกตลาดของสตาร์ตอัปเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับ Seed Round ไปจนถึง Pre-IPO เม็ดเงินจากกลุ่มนี้ถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าว่าเทคโนโลยีใดจะก้าวขึ้นมาเป็น New S-Curve ของโลก

กลุ่มนักลงทุนปัจจุบันที่น่าสนใจมีใครบ้าง?

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง กลุ่มมหาเศรษฐีผู้ขับเคลื่อนโลกก็อาทิเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Value Investing), ลาร์รี เอลลิสัน & เจนเซน หวง (AI Infrastructure) และ เคน กริฟฟิน (Hedge Fund) ซึ่งล้วนติดท็อปทำเนียบฟอร์บส์จากการคุมกลไกทุนนิยมยุคใหม่

กลุ่มนักลงทุนระยะยาวและสาย Tech & AI มีใครบ้าง?

กลุ่มแรกจะเป็น Value Investor & Conglomerate (เน้นคุณค่าและการลงทุนระยะยาว) จะแบ่งออกเป็น Value Investor หรือ VI เป็นการลงทุนประเภทเน้นคุณค่า ซึ่งจะลงทุนโดยการใช้วิธีการประเมินมูลค่าของหุ้นเป็นหลัก และกลุ่ม VI ก็จะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อสามารถประเมินได้ว่า

หุ้นตัวนั้นมีราคาต่ำกว่า “มูลค่าที่แท้จริง” แต่จะขายเมื่อราคาสูงกว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ส่วนการลงทุนแบบ Conglomerate (กลุ่มบริษัท) จะเป็นการลงทุนในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยบริษัทย่อย ๆ หลายแห่งซึ่งจะดำเนินธุรกิจต่างอุตสาหกรรมกันอย่างสิ้นเชิง เช่น การค้าปลีก

สื่อ การธนาคาร พลังงาน เป็นต้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและต่อยอดการเติบโต ซึ่งความนิยมของ Conglomerate เริ่มขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1960 แต่ก็มีกลุ่มบริษัทประเภทนี้หลาย ๆ แห่งปิดกิจการลงไปในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 เนื่องจากประสิทธิภาพที่ไม่ดี (14 ธันวาคม 2024) [2] ซึ่งตัวอย่างนักลงทุนสายเน้นคุณค่าและการลงทุนระยะยาว ได้แก่

  • วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Berkshire Hathaway): สัญลักษณ์แห่งการลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ที่มุ่งเน้นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีปราการทางธุรกิจ (Economic Moat) อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้ตลาดเกิดขึ้นในช่วง ไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 เมื่อ Berkshire Hathaway ตัดสินใจขายหุ้น Apple Inc. ออกไปถึง 49% คิดเป็นมูลค่าเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทถือครองเงินสดและตั๋วเงินคลังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 276,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรอจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

กลุ่ม Tech & AI Venture Capitalist

  • Cathie Wood (ARK Invest): ตัวแทนสายเสี่ยงสูงที่เน้นลงทุนในนวัตกรรมพลิกโลก (Disruptive Innovation) กองทุนหลักของเธออย่าง ARKK เน้นหนักไปที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech)
  • Peter Thiel (Founders Fund): ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และนักลงทุนภายนอกรายแรกของ Facebook เขามุ่งเน้นกลยุทธ์ “Zero to One” หรือการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานระดับลึก (Deep Tech) และเทคโนโลยีการบินและอวกาศ (SpaceX) ที่ไม่มีคู่แข่งในตลาด
  • Elon Musk (อีลอน มาร์กส) สไตล์การลงทุน: นักลงทุนระดับเจ้าพ่อโปรเจกต์ที่เน้นลงทุนใน Deep Tech และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า, อวกาศ, อุโมงค์ความเร็วสูง และ xAI)
  • Jensen Huang (เจนเซน หวง) สไตล์การลงทุน: ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบ Top 10 ของโลกอย่างเต็มตัว ด้วยการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์สำหรับประมวลผล AI ซึ่งเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในปัจจุบัน
  • Larry Ellison (แลร์รี เอลลิสัน) สไตล์การลงทุน: ผู้ก่อตั้งที่เน้นขยายการลงทุนในระบบ Cloud, โครงสร้างพื้นฐาน Data Center และเครื่องมือ AI สำหรับหน่วยงานรัฐและองค์กรขนาดใหญ่

สายกองทุนเก็งกำไรและสินทรัพย์ดิจิทัลมีใครบ้าง?

กลุ่ม Hedge Fund & Quantitative Trading

  • Ray Dalio (Bridgewater Associates): ผู้คิดค้นกลยุทธ์ All Weather Portfolio ที่เน้นสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ผ่านการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์ระหว่างกันต่ำ
  • Jim Simons (Renaissance Technologies): บิดาแห่งการเทรดเชิงปริมาณ (Quant Trading) ผู้ล่วงลับ (เสียชีวิตใน เดือนพฤษภาคม 2024) โดยกองทุน Medallion Fund อันเป็นตำนานของเขา ทำสถิติสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 66% (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) ในช่วงระหว่าง ปี 1988 ถึง ปี 2018 ด้วยการใช้โมเดลคณิตศาสตร์ขั้นสูงและการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยระบบอัตโนมัติความเร็วสูง (Algorithmic Trading)
  • Jeff Yass (เจฟฟ์ ยาสส์) สไตล์การลงทุน: นักลงทุนและนักเทรดผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินความน่าจะเป็น (Probability) และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนยุคแรก ๆ ในสตาร์ตอัประดับโลกอย่าง ByteDance (TikTok)
  • Stephen Schwarzman (สตีเฟน ชวาร์ซแมน) เจ้าของบริษัท Blackstone Inc. ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ปี 1985 ร่วมกับ Peter G. Peterson (25 พฤษภาคม 2026) [3] ซึ่งสไตล์การลงทุน ราชาแห่ง Private Equity (หุ้นนอกตลาด) คนนี้จะมีกลยุทธ์พิเศษคือ จะเน้นเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ไม่ได้เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อเข้าไปบริหารจัดการ และจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ ก่อนจะทำกำไรในระยะยาว

กลุ่ม Digital Asset & Web3 (สินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน)

  • Changpeng Zhao – CZ สไตล์การลงทุน: ผู้บุกเบิกและลงทุนในระบบนิเวศของบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล และแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ของโลก
  • Giancarlo Devasini สไตล์การลงทุน: นักลงทุนรายใหญ่ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลและเหรียญ Stablecoin ที่มีบทบาทสูงในสภาพคล่องของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในปัจจุบัน

บทสรุป กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง

กลุ่มนักลงทุน ที่น่าสนใจมีใครบ้าง นั้นมีหลากหลายสาย เช่น Changpeng Zhao – CZ, Peter Thiel และแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือ Warren Buffett ก็ล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการอ่านทิศทาง Fund Flow ของโลก เพื่อช่วยให้ผู้เล่นรายย่อย สามารถคาดการณ์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และปรับกลยุทธ์เอาตัวรอดได้อย่างเท่าทันสถานการณ์

ติดตามกลุ่มนักลงทุนจากช่องทางไหนดี?

การตรวจสอบข้อมูลพอร์ตของกลุ่มทุนใหญ่ ควรสืบค้นจากแหล่งข้อมูลชั้นหนึ่ง (Primary Source) ที่มีความน่าเชื่อถือและมีกฎหมายควบคุม ดังนี้

  • SEC Form 13F (ผ่านระบบ EDGAR ของสหรัฐอเมริกา): กฎหมายบังคับให้กองทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องเปิดเผยรายการถือครองหุ้นทุกไตรมาส ภายในเวลา 45 วันหลังสิ้นไตรมาส
  • ระบบแบบรายงาน 246-2 (สำนักงาน ก.ล.ต. ประเทศไทย): ใช้สำหรับติดตามการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกลุ่มทุนใหญ่หรือบุคคลเมื่อมีการปรับสัดส่วนข้ามเกณฑ์ทุกๆ 5% ของบริษัทมหาชน
  • WhaleWisdom / Bloomberg Terminal: แพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์สถิติการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินสถาบันแบบเรียลไทม์

ข้อควรระวังในการลงทุนตามกลุ่มนักลงทุนมีอะไรบ้าง?

  • ความล่าช้าของข้อมูล (Time Lag): ข้อมูลจากรายงาน 13F ที่สาธารณชนเห็น เป็นข้อมูลย้อนหลัง 45 วัน ในความเป็นจริงกองทุนนั้นอาจจะขายหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ไปแล้วในวันที่รายงานเผยแพร่
  • การป้องกันความเสี่ยงที่ซับซ้อน (Hedging): กลุ่มทุนใหญ่หรือ Hedge Fund มักจะมีการเปิดสถานะชอร์ต (Short) หรือใช้ตราสารอนุพันธ์ (Options/Futures) ควบคู่ไปกับการซื้อหุ้น การที่รายย่อยซื้อตามเฉพาะฝั่งหุ้นขาเดียว โดยไม่มีการจำกัดความเสี่ยง อาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงได้
  • ข้อจำกัดด้านขนาดเงินทุน (Liquidity Constraint): กองทุนระดับแสนล้านไม่สามารถลงมาเล่นในหุ้นขนาดเล็ก (Small-Cap) ที่มีโอกาสเติบโตหลายเท่าตัวได้ เนื่องจากปัญหาสภาพคล่อง การตามกลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราพลาดโอกาสในหุ้นเติบโตขนาดกลาง และเล็กไปอย่างน่าเสียดาย
Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง